SDF

ปะการังฟอกขาวกับโลกร้อน

ปะการังเป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กมาก ดำรงชีวิตอยู่รวมกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ที่เราเห็นเป็นรูปทรงที่แตกต่างกัน เช่น มีลักษณะคล้ายกิ่ง คล้ายโต๊ะ หรือว่ามีลักษณะเป็นก้อน และมีหลากหลายสีสัน  ปะการังอยู่ได้เฉพาะเขตร้อนและใกล้เขตร้อนที่อุณหภูมิของน้ำไม่ต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส ดังนั้นประเทศในเขตหนาวจึงไม่มีปะการัง ดังที่แสดงในภาพที่ 1 ซึ่งเป็นภาพแสดงแนวปะการังที่พบอยู่ตามส่วนต่างๆของโลก
 

cc-006

ภาพที่ 1  แสดงแนวปะการังตามส่วนต่างๆของโลก
ที่มา : http://archive.wri.org/page.cfm?id=684

แนวปะการังบริเวณชายฝั่ง เป็นแนวปะการังที่พบมากที่สุดในพื้นที่ทะเลแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีมากถึง 30% ของแนวปะการังประเภทนี้ของโลก บริเวณที่พบทั่วไปก็คือเกาะขนาดเล็กและขนาดกลางซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในท้องทะเลประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีแนวปะการังมากที่สุดคือประเทศอินโดนิเชีย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความยาวของแนวชายฝั่งทะเลรวมกันถึง 81,000 กิโลเมตร ปะการังส่วนใหญ่พบในบริเวณชายฝั่งทางใต้และหมู่เกาะทางตะวันออกประเทศฟิลิปปินส์ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการัง เนื่องจากมีชายฝั่งทะเลที่ยาวรวมกันถึง 18,000 กิโลเมตร และจะพบแนวปะการังทั่วไปตามแนวชายฝั่งของเกาะต่างๆ (กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช : 2553)

 

ด้วยเหตุนี้ ระบบนิเวศปะการังจึงเป็นระบบนิเวศทางทะเลที่มีความสำคัญ และมีความสลับซับซ้อนมากที่สุดระบบหนึ่ง  เพราะมีความหลากหลายสูงมากทั้งในด้านความหลากหลายของชนิดปะการังเอง และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาอาศัยและพึ่งพาระบบนิเวศแห่งนี้ เช่น สาหร่ายเซลเดียว หญ้าทะเล ฟองน้ำ  ปะการังอ่อน กัลปังหา  ดอกไม้ทะเล  หนอนทะเล หอยชนิดต่างๆ  กุ้งและปูบางชนิด  รวมทั้ง ปลาที่เป็นอาหารและปลาประเภทสวยงาม  ซึ่งหลายชนิดมีคุณค่าต่อการดำรงชีวิตและฐานอาชีพของมนุษย์

ประเทศไทยมีแนวชายฝั่งยาวกว่า 2,600 กิโลเมตร มีเกาะ 564 เกาะ ถึงแม้ไม่ใช่ทุกเกาะที่มีแนวปะการัง แต่กล่าวได้ว่าเกือบทุกจังหวัดชายฝั่งมีแนวปะการัง ยกเว้นกรุงเทพมหานครฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม อย่างไรก็ตามแนวปะการังในอ่าวไทย มีความหลากหลายน้อยกว่าในอันดามัน โดยบริเวณอ่าวไทยจะพบปะการัง บริเวณ เกาะล้าน  เกาะสีชัง เกาะแตน เกาะสมุยและเกาะพงัน ขณะที่ฝั่งอันดามัน พบมากบริเวณ หมู่เกาะกำ เกาะค้างคาว จังหวัดระนอง หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ หมู่เกาะตะรุเตา หมู่เกาะอาดัง-ราวี จังหวัดสตูล หมู่เกาะไหง เกาะกระดาน เกาะรอก จังหวัดตรัง เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตามภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ได้ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นและผันแปรของอุณหภูมิน้ำทะเล และปัจจัยต่างๆที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศทางทะเล ทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องไปถึงสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ สำหรับ ระบบนิเวศปะการัง ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญมากที่สุดระบบหนึ่ง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรับผลกระทบที่ค่อนข้างรุนแรง และปรากฏการที่พบบ่อย  คือ การทำให้เกิดการฟอกขาวของปะการัง

 

ในสภาวะปกติ ตัวปะการังมีสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ซูแซนเทลลี (zooxanthellae) ดำรงชีวิตอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการัง ดำรงชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยสาหร่ายได้รับประโยชน์จากปะการังคือการมีที่อยู่อาศัยและการนำของเสียของปะการังขับออกมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นและธาตุอาหารในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของสาหร่าย  ในขณะที่ปะการังสามารถนำผลที่ได้จากกระบวนการข้างต้นกลับมาเป็นอาหารอีกครั้ง ซึ่งอาจเปรียบได้ว่าซูแซนเทลลีเป็นโรงงานอาหารที่สำคัญของปะการัง และอาหารและพลังงานส่วนใหญ่ที่ปะการังได้รับมาจากสาหร่าย ในขณะที่ปะการังสามารถใช้หนวดขนาดเล็กจับเหยื่อกินสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น


ปะการังฟอกขาวเกิดจาก??
ปะการังเป็นสัตว์ที่มีช่วงความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ต่ำมาก ดังนั้น เมื่อทะเลเป็นเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลต่อปะการังได้  ที่พบได้บ่อยคือเมื่อภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของน้ำทะเล น้ำทะเลมีความเค็มลดลงจากฝนตกหนักหรือการเจือจางจากน้ำจืดที่มาจากแผ่นดิน ปริมาณตะกอนเพิ่มมากขึ้น ปริมาณธาตุอาหารในน้ำสูงขึ้น การได้รับแสงในปริมาณสูง คราบน้ำมัน โรคระบาดและการติดเชื้อ เป็นต้น  ซูแซนเทลลีจะแยกตัวออกจากเนื้อเยื่อปะการังไปดำรงชีวิตแบบแพลงก์ตอนในน้ำ เมื่อเนื้อเยื่อปะการังสูญเสียสาหร่ายก็จะทำให้เรามองเห็นเป็นสีขาวของโครงร่างหินปูนของปะการังนั่นเอง

ดังนั้น  เมื่อปะการังฟอกขาว ไม่ได้หมายความว่าปะการังจะตายในทันที หากแต่เป็นการที่ปะการังอยู่ในสถาพที่อ่อนแอมาก (ลองเปรียบเทียบว่าถ้าเป็นเรากินอาหารได้วันละหน่อยจะเป็นอย่างไร)  หากภาวะไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นนั้นมีระยะเวลาที่ยาวนานอาจทำให้ปะการังตายได้ แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงเกิดไม่นานนัก และซูแซนเทลลีกลับเข้ามา ปะการังก็สามารถพื้นตัวได้เป็นปกติเหมือนเดิม

โดยส่วนใหญ่ของการเกิดปะการังฟอกขาว นักวิทยาศาสตร์รายงานว่าสาเหตุหลักที่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวมาจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของน้ำทะเล ที่ทำให้เกิดการฟอกขาวกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างและมีระดับที่รุนแรง

เดือนเมษายนปี 2553 นี้เป็นอีกหนึ่งปีที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รายงานว่า พบปะการังฟอกขาวในแถบชายฝั่งทะเลอันดามันแล้ว 90% ของปะการังทั้งหมด บริเวณที่เกิดรุนแรงคือ แถบเกาะภูเก็ต ส่วนปะการังในแถบอ่าวไทย เกิดปรากฏการณ์ฟอกขาวแล้ว 60% โดยทั้งหมดเกิดขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น เพราะอุณหภูมิผิวน้ำสูงที่ร้อนขึ้นจะไปให้เกิดปรากฏการณ์ฟอกขาวของปะการัง (สำนักข่าวไทย: 2553)

ในอดีตที่ผ่านมา ปะการังในประเทศไทยเคยเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างหนักในปี 2534, 2538 และ 2541 เช่นเดียวกับปะการังหลายพื้นที่ในบริเวณมหาสมุทรอินโด-แปซิฟิกที่พบปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างรุนแรง หลังจากนั้นปะการังฟอกขาวในประเทศไทยมีการรายงานการพบปะการังฟอกขาวในหลายปี แต่มีระดับที่ไม่รุนแรงมากนัก ซึ่งการเกิดปะการังฟอกขาวคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการผันแปรของอุณหภูมิที่มีความรุนแรงมากขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปัจจุบัน ทำให้การเกิดปะการังฟอกขาวพบได้บ่อยครั้งขึ้น และพบได้ในหลายพื้นที่

คงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ว่า ระบบนิเวศที่มีความสำคัญเช่นระบบนิเวศปะการังป็นระบบนิเวศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน หากระบบนิเวศขาดความสมดุลย์ ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ เป็นวัฐจักรย้อนกลับมาสู่มนุษย์อย่างแน่นอน  ไม่เช่นนั้นแล้วเราอาจสูญเสียระบบนิเวศปะการังไปแบบถาวรเลยก็เป็นได้

 

ประโยชน์และความสำคัญของระบบนิเวศปะการัง

ปะการังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งตามบริเวณชายฝั่งทะเล เพราะระบบนิเวศปะการังเป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์จำนวนมากมาย อีกทั้งเป็นแหล่งอาหารเพื่อการเจริญเติบโตเป็นแหล่งเพาะพันธุ์วางไข่และหลบภัยอีกด้วย นับได้ว่าแนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งสำหรับสัตว์น้ำด้วยกัน และส่งผลกระทบถึงมนุษย์เราด้วย

นอกจากจะมีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล การประมง และมีส่วนช่วยรักษาสภาพสมดุลธรรมชาติของชายฝั่งแล้ว แนวปะการังบริเวณชายฝั่งและแนวปะการังแบบกำแพง ช่วยป้องกันชายฝั่งจากการกัดเซาะของคลื่นและกระแสน้ำโดยตรง บริเวณชายฝั่งที่แนวปะการังถูกทำลายจะถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงจากคลื่นลมทะเล ในฤดูมรสุม และแนวปะการังเป็นแหล่งกำเนิดทรายให้กับชายหาดด้วย ทั้งจากการสึกกร่อนของโครงสร้างหินปูน การกัดกร่อนโดยสัตว์ทะเลบางชนิดและจากกระแสคลื่น ซึ่งทำให้หินปูนปะการังแตกละเอียดเป็นเม็ดทรายที่ขาวสะอาด

ด้วยทัศนียภาพอันสวยงามของแนวปะการังยังก่อให้เกิดคุณค่าอย่างมากต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนมีความสวยงาม ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและน้ำทะเลที่ใสสะอาด ปะการังจึงเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวการดำน้ำและการ ถ่ายภาพใต้น้ำ

 

เอกสารอ้างอิง
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช . 2553. ปะการังสายใยแห่งชีวิต: แนวปะการังแถบเอเชียอาคเนย์. [เข้าถึง 27 พฤษภาคม 2553] http://www.dnp.go.th/npo/html/Research/Coralreef/Coralreef_5.htm
สำนักข่าวไทย. 2553. พบปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในแถบทะเลอันดามัน 90%. [เข้าถึง 11 พฤษภาคม 2553] http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/54838.cfm?CFID=1981528&CFTOKEN=28491635&jsessionid=02303b5a141ad09c24ce577fb37384493447
Lauretta Burke (WRI), Liz Selig (WRI), and Mark Spalding (UNEP-WCMC, Cambridge, UK). 2002. Reefs at Risk in Southeast Asia. [Access May 27, 2010] http://archive.wri.org/page.cfm?id=684

 

 

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เลขที่ 86 ซอยสนธิวัฒนา แยก 2 ลาดพร้าว 110 วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-9353560-2 โทรสาร 02-9352721