คาร์บอนเครดิต
ในพิธีสารเกียวโต ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่หลายประเทศได้มีการร่วมลงนามกัน กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิกของพิธีสารเกียวโต (ประเทศในภาคผนวก 1) มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 5.2% จากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ.2533
ประเทศไทยได้ร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโตนี้ด้วย แต่ประเทศไทยเราไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ร่วมดำเนินโครงการในการลดก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจตามแต่ศักยภาพของประเทศ ซึ่งโครงการที่เกิดขึ้นในประเทศและสามารถพิสูจน์ได้ว่าลดก๊าซเรือนกระจกได้จริง จะได้รับเครดิตที่เรียกว่า (Certified Emission Reductions CERs (คาร์บอนเครดิต)) และสามารถนำไปขายให้กับประเทศที่ถูกจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (กลุ่มประเทศภาคผนวก 1 ) เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นยังคงสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ และสามารถดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามพันธกรณีที่ได้ลงนามไว้
ประเทศไทยจะต้อง ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกลไกหลัก 3 ประการคือ
1.กลไกการทำโครงการร่วม (Joint Implementation หรือ JI) ดำเนินโครงการร่วมกันเองระหว่างประเทศในกลุ่มโดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้เรียกว่า Emission Reduction Units หรือ ERUs
2.กลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว สามารถดำเนินโครงการร่วมกันกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Non-Annex l)
3.กลไกการซื้อสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading หรือ ET)โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศได้ตามที่กำหนดไว้ สามารถซื้อสิทธิ์การปล่อยจากประเทศพัฒนาแล้วด้วยกันเองที่มีสิทธิ์การปล่อยเหลือ เรียกสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี้ว่า Assigned Amount Units หรือ AAUs
คาร์บอนเครดิต หมายถึง สิ่งทดแทนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ จากการกระทำของมนุษย์ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ฯลฯ โดยประเทศที่อยู่ในกลุ่ม Annex l ไม่สามารถทำการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศของตนเองได้แล้ว ทำให้จะต้องมีการสร้างความร่วมมือกับประเทศกลุ่ม Non-Annex l โดยผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism หรือ CDM) เพื่อให้นำมาซึ่ง Certified Emission Reduction หรือ CERs เพื่อใช้เป็นคาร์บอนเครดิตของตนเองทำให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
ปัจจุบันประเทศไทยมีองค์กรมหาชน เรียกว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์กรมหาชน) พ.ศ. 2550 (Thailand Greenhouse Gas Management Organization หรือ TGO) มีชื่อย่อว่า อบก. โดยมีกฎหมายรองรับองค์กรดังกล่าวภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550
"ตลาดคาร์บอน" หรือ ตลาดซื้อขายคาร์บอน (Carbon Market) เริ่มมาจากแนวคิดที่ใช้กลไกตลาดเป็นแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดให้ “คาร์บอนเครดิต” เป็นสินค้าสำหรับการซื้อขายได้ จึงทำให้เกิดเป็น “ตลาดคาร์บอน” ขึ้น รวมทั้งยังทำให้เกิดการกำหนดราคาของคาร์บอนเครดิตด้วย
ตลาดคาร์บอนสามารถแยกออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ตลาดทางการ และตลาดแบบสมัครใจ
1. ตลาดทางการ (Mandatory market/ Compliance Market/ Regulated Market)
บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน Kyoto Protocol โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด จึงมีการกำหนดกลไกต่างๆ ขึ้นมาในตลาดทางการ ได้แก่
- การดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกัน (Joint Implementation: JI)
เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศในภาคผนวก 1 ที่มีพันธกรณีต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM)
กลไก CDM มีลักษณะเดียวกับโครงการแบบ JI เพียงแต่ประเทศที่ทำโครงการต้องเป็นประเทศนอกภาคผนวก 1/B และเป็นผู้เสนอว่าโครงการจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็นจำนวนเท่าใด ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงของโครงการซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขของกลไก CDM เรียกว่า Certified Emissions Reductions (CERs)
- การซื้อขายก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ (Emissions trading: ET)
เป็นกลไกที่มีเอื้อให้เกิดการซื้อขายก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับจัดสรรระหว่างประเทศในกลุ่มภาคผนวก 1 เนื่องจากประเทศต่างๆ ที่เป็นภาคีในภาคผนวก 1 มีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศแตกต่างกัน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ต้องควบคุมตามกลไกนี้ เรียกว่า ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการจัดสรรและอนุญาตให้ปล่อย (assigned amounts units: AAUs) โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2008 และสิ้นสุดในปี 2012 ประเทศที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามพันธกรณี สามารถเข้าสู่กลไก ET เพื่อซื้อ CERs และ ERUs ได้
2. ตลาดแบบสมัครใจ (voluntary market) 
ตลาดแบบสมัครใจเป็นตลาดที่มีการซื้อขายปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงซึ่งเรียกว่า Verified Emission Reductions (VERs) ซึ่งเกิดจากโครงการตามกลไก CDM/JI แต่ไม่ได้ขอใบรับรองจากหน่วยงานกลางของประเทศที่เป็นเจ้าของโครงการ หรือไม่ได้ลงทะเบียนกับคณะกรรมการกลางของ UNFCCC ดังนั้นจึงได้ VERs ที่มีราคาต้นทุนที่ต่ำกว่า CERs
นอกจากนี้ ในตลาดทางการบางตลาด ไม่นับรวมโครงการป่าไม้เป็นโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำไปซื้อขายคาร์บอนได้
แต่ในตลาดสมัครใจบางตลาดก็นับรวมโครงการป่าไม้ว่าเป็นการลดการปล่อยกาซเรือนกระจก จึงมีบางตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการป่าไม้
ปี 2008 ตลาดคาร์บอนมีมูลค่าซื้อขายเกือบ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ตลาดคาร์บอนยุโรปมีการซื้อขาย EUAs และ Secondary CERs มูลค่าเกือบ $100,000 ล้านในในยุโรปได้มีการซื้อขาย CERs คิดเป็น 37 ล้านจากปริมาณการซื้อขายทั่วโลก 400 ล้านในปี 2008
พิธีสารเกียวโตได้สร้าง “คาร์บอนเครดิต” ขึ้นมาให้มีลักษณะเป็น “สินค้า” (Commodity) ชนิดหนึ่งที่สามารถมีการซื้อขายกันได้ในตลาดเฉพาะ ที่เรียกว่า “ตลาดคาร์บอน”
ที่มา : http://www.tgo.or.th/index.php?option=com_content&task=section&id=9&Itemid=50
|