ภาคประชาสังคม กับ การเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีพันธะกรณีต้องลดการปล่อยก๊าซ แต่อย่างไรก็ดีการเจรจาภายใต้กรอบของอนุสัญญาฯ ที่จะเกิดขึ้น ก็จะส่งผลต่อประเทศไทยในเรื่องสำคัญ ๆ และเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาที่ภาคประชาชน โดยเฉพาะชุมชนในหลายพื้นที่กำลังเคลื่อนไหวและต่อสู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย เช่น กรณีป่าชุมชน สิทธิและการใช้ประโยชน์ที่ดิน การต่อต้านเกษตรอุตสาหกรรม การคัดค้านแผนพัฒนาพลังงานของประเทศที่คงเน้นการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น
การเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่เสนอให้ใช้กลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา หรือ REDD ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคป่าไม้นั้น นำมาซึ่งความวิตกกังวลครั้งใหม่ของชุมชนที่อาศัยอยู่ในป่า ชาวบ้านหลายพื้นที่ในประเทศไทยได้ร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลรับรองสิทธิชุมชนมายาวนานถึง 2 ทศวรรษ เพื่อให้ชุมชนมีอำนาจในการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และแม้ว่าในที่สุดประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชนแล้วก็ตาม ทว่าเนื้อหาในพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็บิดเบือนไปจากเจตนารมย์ของประชาชนที่ต่อสู้เพื่อให้มีกฎหมายฉบับนี้ นั่นก็คือ ชุมชนยังคงไม่ได้รับสิทธิในการอยู่กับป่า หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ยังคงถูกกีดกัดและจำกัดสิทธิอยู่เช่นเดิม
กฎหมายของประเทศไทยให้การรับรองสิทธิเพียง 2 แบบเท่านั้น คือ สิทธิของรัฐและสิทธิของเอกชน สำหรับสิทธิส่วนรวมหรือสิทธิชุมชนนั้นคงไม่ได้รับการยอมรับในระบบกฎหมายไทยแต่อย่างใด กฎหมายและนโยบายด้านป่าไม้ของประเทศไทยปัจจุบันยังคงขัดแย้งกับสิทธิชุมชน หากยังไม่มีการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการและฟื้นฟูป่าอย่างยั่งยืนตามกฎหมาย ก่อนการนำกลไก REDD มาใช้นั้น อาจจะนำไปสู่การละเมิดสิทธิประชาชนที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มชนเผ่าบนพื้นที่สูงที่อาศัยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และดำรงชีพด้วยการทำไร่หมุนเวียน เนื่องจากว่าทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐไทยมักมองชาวบ้านหรือคนชนเผ่าบนพื้นที่สูงว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการทำลายป่าและการลดลงของพื้นที่ป่า ขณะเดียวกันก็ไม่มีความเชื่อว่า ชุมชนจะสามารถรักษาและจัดการป่าอย่างยั่งยืนได้ ทั้งที่มีข้อมูลเชิงประจักษ์จำนวนมากที่พิสูจน์ชัดว่า ผืนป่าหลายแห่งที่ยังคงดำรงอยู่ได้เพราะมีชุมชนร่วมกันปกป้องดูแล
การต้องยืนยันหลักความเป็นธรรมเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การดำเนินการใด ๆ ภายใต้ระบบทุนนิยมและกลไกตลาดนั้นถูกควบคุมด้วยกลุ่มคนจำนวนน้อย ในขณะที่ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปกำหนดหรือควบคุมอะไรได้ การตีค่าทรัพยากรป่าไม้ให้เป็นสินค้าจึงเท่ากับเป็นการแปรระบบสิทธิจากสิทธิส่วนรวมของชุมชนไปเป็นสิทธิของปัจเจกเอกชน ดังนั้น ภาคประชาชนจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในการแปรทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งเป็นฐานยังชีพของคนยากจนไปเป็นสินค้า ในทางกลับกันการจัดการทรัพยากรป่าไม้ไม่ว่าโดยกลไกใดควรต้องคำนึงถึงระบบคุณค่าทางจิตใจ การแบ่งปัน และความพอเพียง เพื่อเก็บรักษาป่าไม้ไว้สำหรับคนรุ่นลูกหลานในอนาคต
ทรัพยากรป่าไม้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชุมชนท้องถิ่น ป่าไม่เพียงแต่เป็นแหล่งผลิตอาหารของชุมชนเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานการยังชีพของพวกเขาด้วย การมีวิถีชีวิตพึ่งพิงอยู่กับป่าถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนท้องถิ่นและชนพื้นเมือง จึงไม่สมควรนำไปเป็นสาเหตุของปัญหาโลกร้อน ในทางกลับกันประชาชนกลุ่มต่างๆ จะต้องได้รับการปกป้องวิถีชีวิตและวัฒนธรรม โดยเฉพาะชนเผ่าและคนพื้นเมืองต่าง ๆ ตามที่มีการรับรองสิทธิของพวกเขาไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมืองของสหประชาชาติ ทั้งนี้ รัฐบาลต้องส่งเสริม“สิทธิชุมชน” ที่หมายถึงสิทธิร่วมกันในทรัพยากรดิน น้ำ ป่า มิใช่การผูกขาดเฉพาะสิทธิของรัฐและเอกชน และโดยกลไกของรัฐและกลไกทางการตลาดเท่านั้น
ภาคประชาสังคมไทยมีความเห็นและข้อเรียกร้องสำคัญภายใต้ REDD ดังนี้
- 1.ไม่เห็นด้วยการนำป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าที่มีชุมชนจัดการและดูแลอยู่ก่อนแล้วเข้าไปอยู่ในกลไกตลาด
2.รัฐจะต้องให้การยอมรับ และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องสิทธิในที่ดินและป่าไม้ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ชัดเจนก่อน
- 3.ประชาชนคนยากจนมิได้เป็นสาเหตุของการทำลายป่า และมิได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน ดังนั้นจึงไม่ใช่ผู้ที่ต้องรับผิดในการลดการปล่อยก๊าซ
ในส่วนของภาคเกษตรแม้ว่าจะมีการปล่อยก๊าซในปริมาณสูงมากก็จริง แต่ขณะเดียวกันภาคเกษตรก็ช่วยในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกดังที่กล่าวมาข้างต้น ประการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการผลิตอาหารเพื่อประชากรในแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมพื้นฐานของสังคมมนุษย์ที่ต้องมีเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารของประชากรโลกทั้งมวล จึงมีความแตกต่างไปจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคพลังงานและอุตสาหกรรม ซึ่งการดำเนินกิจกรรมจำนวนมากของทั้งสองภาคนี้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสร้างความสะดวกสบายและความหรูหราฟุ่มเฟือย ในขณะเดียวกันทั้งภาคพลังงานและอุตสาหกรรมยังมีแนวทางและเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับแล้วว่าสามารถลดการปล่อยได้มากโดยที่ยังสามารถดำรงความสะดวกสบายพื้นฐานอยู่ได้ 
ในขณะนี้ ความรุนแรงของผลกระทบจากโลกร้อนเพิ่มมากขึ้นและชัดเจน เช่น การเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุรุนแรง เป็นต้น จนทุกภาคส่วนรู้สึกและสัมผัสได้ ซึ่งนับเป็นผลกระทบด้านลบที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาต่างๆที่มีอยู่เดิมแล้ว การรับมือกับผลกระทบมีลักษณะที่แตกต่างกันตามความสามารถในการปรับตัวของแต่ละภาคส่วน ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ไม่ได้เป็นตัวการก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนที่ส่งผลกระทบอยู่ในขณะนี้ แต่กลับได้รับผลกระทบที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น และเป็นปัญหาที่ซ้ำเติมเพิ่มเติมจากปัญหาอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว ชุมชนในประเทศกำลังพัฒนาแต่ละแห่งล้วนมีการปรับตัวในระดับหนึ่ง แต่การรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะต้องอาศัยทั้งการเงิน และเทคโนโลยี เพื่อให้พวกเขาสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น
ขณะเดียวกันการดำเนินการด้านการปรับตัวของแต่ละประเทศต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิต การมุ่งไปสู่ความยั่งยืนในบริบทของชุมชนนั้นๆ และการให้ความสำคัญกับการให้การศึกษา ข้อมูล ความรู้ในเรื่องนี้ และประการสำคัญคือ การสร้างการมีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายและกระบวนการเพื่อการปรับตัวด้วย
มาตรการและการดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและการชำระหนี้ประวัติศาสตร์ของประเทศพัฒนาแล้วต่อภาพรวมของผลกระทบที่เกิดขึ้น และระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอดีต ความเร่งด่วนทั้งด้านการลดการปล่อยก๊าซและการปรับตัว ความร่วมมือกันของทุกประเทศในทั้งสองเรื่องนี้ พันธะกรณีของประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องสนับสนุนด้านการเงินและเทคโนโลยี ความสามารถในการดำเนินการลดและการปรับตัวของประเทศกำลังพัฒนา ต้องระบุเป้าหมายการลดรวมของประเทศพัฒนาแล้วและระยะเวลาที่ชัดเจน เน้นการดำเนินการลดการปล่อยที่แหล่งปล่อยและตัวการที่สำคัญที่มีการปล่อยสูงมาตั้งแต่อดีต โดยผ่านทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ รูปแบบการบริโภคที่ปรับเปลี่ยนให้มีความยั่งยืน การเคารพและคุ้มครองสิทธิของชุมชนในการเข้าถึงทรัพยากร รวมทั้งเน้นความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัวต่อผลกระทบจากโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศกำลังพัฒนา โดยที่ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องชดใช้ผ่านการเงินและเทคโนโลยีทันที และย้ำถึงพันธะกรณีของประเทศพัฒนาแล้วด้านการเงินและเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทย เมื่อมองในบริบทของความยั่งยืนของสังคมและการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาโลกร้อน ประเทศไทยก็ควรจะต้องมีการพิจารณาเรื่องการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซแบบสมัครใจของตัวเอง และปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาประเทศเพื่อมุ่งสู่การมีสังคมที่ยังยืนในมิติต่าง ๆ ด้วย
ที่มา : ข้อคิดเห็นและข้อเสนอของภาคประชาสังคมไทยต่อการเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในครั้งการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15
(Conference of the Parties to the United Nations Framework Convention on Climate Change : COP15)
เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก
|