SDF

การจัดการทรัพยากรโดยองค์กรชุมชน
กรณี “การจัดการป่าชายเลนบ้านป่าคลอก”

ป่าคลอกเป็นชื่อหมู่บ้านหมู่ที่ 2  ต.ป่าคลอก  อ.ถลาง  จ.ภูเก็ต  มีอาณาเขตติดต่อกับ  2  หมู่บ้าน  คือ  ทางด้านทิศเหนือติดบ้านบางโรง  ทิศตะวันตกติดเทือกเขาพระแทว  ด้านทิศใต้มีอาณาเขตติดพื้นที่บ้านผักฉีด  ส่วนทางทิศตะวันออกติดพื้นที่ทะเลอันดามัน  ซึ่งพื้นที่ทะเลส่วนหนึ่งของอ่าวพังงา  อันเป็นพื้นที่มีทรัพยากรสมบูรณ์ที่สุดแหล่งหนึ่งของภาคใต้

ลักษณะทางพื้นที่ของป่าคลอกโดยภาพรวมเป็นลักษณะพื้นที่ราบชายฝั่ง  โดยมีป่าไม้  พื้นที่สวน(สวนยางพารา  สวนผลไม้)  พื้นที่ชายฝั่งทะเล  พื้นที่นา  และพื้นที่ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยเรียงรายสลับอยู่ทั่วไป

ลักษณะอาชีพ
ประชากรบ้านป่าคลอกส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวน  ทำนา และใช้เวลาว่างจากอาชีพหลักออกทะเลจับสัตว์น้ำเพื่อเป็นอาหารยังชีพในครัวเรีอน สัดส่วนที่เหลือของสัตว์น้ำที่จับได้จะนำขายหรือแจกจ่ายเพื่อนบ้านด้วยกัน  อย่างไรก็ตามยังมีประชากรบางส่วนของหมู่บ้านที่ยึดอาชีพทำการประมงชายฝั่ง โดยใช้เครื่องมือแบบง่ายๆ เช่น แห  อวน  เบ็ด  เป็นต้น

ลักษณะของการทำประมงของชาวบ้านทั้งในส่วนที่ยึดเป็นอาชีพหลักและใช้เป็นอาชีพเสริมในเวลาว่าง  ส่วนใหญ่เป็นการออกทะเลวางอวนกุ้ง  อวนล้อมปลากระบอก  รุนกุ้งเคย  แหปลา  เบ็ดปลาทราย  อวนถ่วงปลากระพง  อวนปู เป็นต้น

ทรัพยากรตามธรรมชาติ
บ้านป่าคลอกมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่สำคัญ แบ่งลักษณะตามพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ  ด้วยกัน คือ

  1. ทรัพยากรบนบก
  2. ทรัพยากรในทะเล
  3. ทรัพยากรแนวชายฝั่ง

ทรัพยากรบนบก

ทรัพยากรทางธรรมชาติบนบกที่สำคัญของบ้านป่าคลอกส่วนใหญ่เป็นผืนป่าที่สลับเรียงรายอยู่ในหมู่บ้าน  ประจวบกับว่าทางทิศตะวันตกติดต่อกับเทือกเขาพระแนว  จึงทำให้มีผืนป่าผืนใหญ่ทอดตัวเป็นแนวยาวอยู่ทางทิศตะวันตก  ผืนป่าดังกล่าวนี้เองถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจแห่งสุดท้ายของจังหวัดและเป็นผืนป่าที่ชาวบ้านใช้ในการเก็บผลผลิตทั้งในรูปของผลไม้ป่า พืชผัก และส่วนอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมาเนิ่นนาน

ทรัพยากรในทะเล

ทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ของบ้านป่าคลอกที่มีอาณาเขตติดต่อกับผืนทะเลอันดามัน ถือเป็นแหล่งทรัพยากรที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งที่หลงเหลือจากการบุกเบิกเป็นแหล่งท่องเที่ยวจนเกิดโรงแรม  รีสอร์ท  แหล่งบันเทิงมากมายในจังหวัดภูเก็ต
ลึกลงไปในทะเล ตามข้อมูลของชาวบ้านที่บอกกล่าวจะพบหญ้าทะเลที่สมบูรณ์งอกงามกว่า 50 ไร่  จนเห็นเป็นแนวสีเขียวพึดสะท้อนให้เห็นเหนือผิวน้ำ  ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของหญ้าทะเลที่ป่าคลอกนี้เอง  จึงเป็นผลพลอยได้ให้พบสัตว์น้ำหายากทั้งปลาพะยูน  ปลาโลมา  เข้ามาอาศัยอยู่บริเวณใกล้ๆ  ฝั่ง อยู่เสมอๆ    นอกจากนี้ยังเป็นผลพลอยได้ให้สัตว์น้ำหลายชนิดอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นต่างจากชายฝั่งแหล่งอื่นๆ  ของจังหวัดภูเก็ต  เช่น  กุ้งแชบ๊วย  ปลากระบอก  หอยจุ๊บแจง  หอยราก  และกุ้งเคย  จนกล่าวได้ว่าสัตว์เหล่านี้ได้กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจของชาวบ้านป่าคลอกและชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงที่ได้พึ่งพิงแหล่งอาหารในทะเลเดียวกัน

ทรัพยากรชายฝั่ง

ทรัพยากรชายฝั่งที่สำคัญที่สุดของบ้านป่าคลอกคือป่าชายเลน โดยป่าชายเลนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ในเขตป่าสงวนคลองบางโรง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายและอาณาเขตติดต่อหลายหมู่บ้านตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชาวบ้านบ้านป่าคลอกได้อาศัยผลประโยชน์จากป่าชายเลนโดยทางอ้อมเป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือชาวบ้านจะรักษาไว้ให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อนเป็นคลังผลิตอาหารตามระบบนิเวศที่จะส่งหล่อเลี้ยงปากท้องของชาวบ้านอีกทีหนึ่งด้วยความสมบูรณ์ของป่าในบริเวณป่าชายเลนของบ้านป่าคลอกจึงเป็นเหตุให้ลิงแสมมาอาศัยหาอาหารจากป่าและริมฝั่งทะเลอยู่หลายฝูง

นอกจากนี้แล้วทรัพยากรตามแนวชายฝั่งอีกอย่างหนึ่งในหมู่บ้านป่าคลอกคือป่าชายหาด   ซึ่งมีทั้งส่วนที่งอกขึ้นโดยธรรมชาติและชาวบ้านได้ปลูกเสริมจนเจริญงอกงาม ในบริเวณป่าชายหาดนี้เอง เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจในวันที่อากาศร้อนตลอดถึงใช้เป็นที่จัดกิจกรรมต่างๆ เช่นพบปะพูดคุย ประชุมหารือในเรื่องต่างๆ มาตลอด

กล่าวโดยสรุป  บ้านป่าคลอกเป็นพื้นที่สีเขียวที่สำคัญของจังหวัดภูเก็ต  ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพดำรงอยู่อย่างหนาแน่น  ทั้งทางทะเล  ชายฝั่ง และบนบก  โดยทั้งสามส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน จนทำให้เกิดสังคมวัฒนธรรมและเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญยิ่งของจังหวัด

สภาพป่าชายเลนในพื้นที่บ้านป่าคลอก

พื้นที่ป่าชายเลนในตำบลป่าคลอกทั้งตำบลอยู่ในเขตป่าสงวนคลองบางโรง มีพื้นที่ตามประกาศกว่า 5,000 ไร่  จำเพาะแต่พื้นที่ในบ้านป่าคลอกมีพื้นที่อยู่ประมาณ 400 ไร่  ซึ่งประมาณการว่าข้อมูลตามความเป็นจริงถูกบุกรุกไปแล้วกว่า  200 ไร่  (ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  ภูเก็ต : 2544) ลักษณะของผืนป่าเป็นผืนป่าใหญ่ที่ทอดยาวตามแนวชายฝั่งจนกินเนื้อที่ไปถึงบ้านบางโรง นอกจากนี้ยังมีจำนวนผืนป่าชายเลนเล็กๆที่กระจัดกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ตามแนวชายฝั่งโดยแยกห่างมาจากผืนป่าใหญ่

สภาพโดยทั้งไปของผืนป่าก็เหมือนกับป่าชายเลนที่กระจัดกระจายอยู่ตามแหล่งต่างๆ  ของภาคใต้  คือมีระบบนิเวศที่สลับซับซ้อนและมีความหลากหลายทางชีวภาพ  ป่าชายเลนบ้านป่าคลอกได้เกิดการจัดการทั้งฟื้นฟู อนุรักษ์  และดูแลรักษาโดยชุมชนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 8 ปี 

ปัญหาป่าชายเลนบ้านป่าคลอก

สภาพปัญหาป่าชายเลนบ้านป่าคลอกก็เหมือนกับพื้นที่ป่าชายเลนส่วนอื่นๆ ของจังหวัดภูเก็ด คือมีการบุกรุกเขตป่ามาเนิ่นนาน การบุกรุกจากการเพาะเลี้ยงชายฝั่งโดยกลุ่มนายทุนในระดับตำบลที่มีไม่ต่ำกว่าสิบราย จำเพาะส่วนแต่ในบ้านป่าคลอกตามคำบอกกล่าวของชาวบ้าน บอกว่ามีนายทุนระดับ“นายหัว” อยู่ประมาณ สองราย นอกจากนั้นเป็นการดำเนินการแบบรายย่อย

อย่างไรก็ตามแม้ในพื้นที่บ้านป่าคลอกจะมี “นายหัวใหญ่”  เพียงสองราย แต่ขนาดการบุกรุกเข้าไปในป่าชายเลนโดยอาศัยช่องทางทางกฎหมายนั้น กลับเป็นพื้นที่ที่เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประมาณ  400ไร่โดยเหลือพื้นที่ให้รายอื่นๆ ดำเนินการเพาะเลี้ยงชายฝั่งเพียงรายละไม่กี่ไร่

นอกจากปัญหาการบุกรุกโดยนายทุนเพื่อทำนากุ้งแล้วถือว่าสภาพปัญหาที่เกิดจากด้านในพื้นที่ป่าชายเลนบ้านป่าคลอกมีน้อยมาก  หรือแทบจะไม่ปรากฏให้เห็นเลย  เพราะโดยมากเป็นการเข้าไปดำเนินกิจกรรมเพื่อความอยู่รอดของชาวบ้านในเขตป่าชายเลน เช่น  ตั้งบ้านเรือน  หาปู  หาหอย  ล้วนดำรงอยู่บนหลักการแบบ “พออยู่พอกิน”  ไม่ทำลายระบบนิเวศให้เสียหายเหมือนกับการบุกรุกป่าชายเลนของนายทุน

การแก้ปัญหาป่าชายเลนของบ้านป่าคลอก

เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.2535  ปัญหาการแย่งชิงผลประโยชน์เหนือพื้นที่ป่าชายเลนผืนนี้ได้เริ่มก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านป่าคลอกที่พยายามรักษาป่าผืนนี้เอาไว้กับกลุ่มนายทุนที่พยายามเข้ามาบุกรุกถางป่าเพื่อทำนากุ้ง  จนส่งผลให้พื้นที่ป่าชายเลนที่เปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำลดลงอย่างน่าเป็นห่วง  นอกจากนี้ชาวบ้านยังรับไม่ได้กับปัญหาที่ตามมาจากการเลี้ยงกุ้ง คือการปล่อยน้ำเสียจากการเลี้ยงกุ้งลงสู่ทะเลจนเกิดปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลมากมาย  เช่น  ปัญหาคุณภาพน้ำ  ปัญหาตะกอนอันเกิดจากการขุดพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้ง  ส่งผลกระทบให้เกิดความตื้นเขิน  จนป่าชายเลนที่เหลือบางส่วนต้องเสียหายจนกลายเป็นสภาพป่าเสื่อมโทรม เป็นช่องทางและข้ออ้างหนึ่งในการสร้างเงื่อนไขในการบุกรุกต่อไป  นอกจากนี้   ตะกอนดินที่ไหลลงสู่ทะเลยังสร้างความเสียหายแก่แนวหญ้าทะเล และปะการังอันเป็นแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ส่งผลต่อการทำมาหากินของชาวบ้าน  ประกอบกับการละเมิดกฎหมายทางทะเลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สร้างความกดดันให้ชาวบ้านต้องรวมตัวกันในที่สุด  โดยเฉพาะชาวบ้านที่มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับป่าชายเลน

การรวมตัวกันของชาวบ้านเริ่มจากการพูดจากแลกเปลี่ยนความเห็นกันเองในกลุ่มจนนำไปสู่การแจ้งความกับเจ้าหน้าที่และดำเนินการจับกุมผู้ที่บุกรุกป่าชายเลนเป็นครั้งแรกช่วงปลายปี  พ.ศ.2535  จุดเริ่มต้นครั้งนี้ของกลุ่มชาวบ้านจึงเป็นเสมือนกลุ่มพลังเพียงน้อยนิดที่ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน  นอกจากพยายามเป็นหูเป็นตาไม่ให้ใครเข้ามาสร้างความเสียหายอีก  ในขณะที่ความผิดหวังกับการทำงานของหน่วยงานต่างเข้ามาบั่นทอนความตั้งใจตลอดเวลา  จนเมื่ององค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชาวบ้าน เกิดแนวคิดที่จะจัดกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง จึงตกลงเดินทางไปศึกษาดูงานการจัดการป่าชายเลนของชุมชนที่จังหวัดตรัง  นับว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านได้รับประสบการณ์ในการทำงานเพื่อจัดการดูแลทรัพยากรในบ้านของตนเอง  ประสบการณ์ที่ได้รับจากการไปศึกษาดูงานครั้งนั้น กลุ่มชาวบ้านจึงเกิดเริ่มจัดกิจกรรมต่างๆ  เท่าที่จะทำได้  โดยเริ่มจากการจัดทำป้ายประกาศเขตอนุรักษ์ของชุมชนโดยร่วมมือกับกรมประมง

ปี  พ.ศ.2536  ชาวบ้านได้พยายามขยายฐานในการทำงานลงไปสู่กลุ่มเยาวชนในหมู่บ้านร่วมมือกับครูและนักเรียนในชุมชน ในการช่วยกันปลูกป่าทดแทนและฟื้นฟูสภาพป่าที่เสียหายจากการบุกรุกทำลายที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมความร่วมมือในชุมชน  เช่น  การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ รณรงค์ให้ความรู้สร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นในชุมชนและกลุ่มเยาวชนโดยการประสานความร่วมมือกับโรงเรียนในท้องถิ่นร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนจัดค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นเตือนและสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นในหมู่เยาวชนในท้องถิ่นและใกล้เคียง

ปี พ.ศ.2538  ชาวบ้านได้ร่วมกันยึดรถแทร็กเตอร์ของนายทุนที่เข้ามาบุกรุกป่าชายเลนอีกครั้งหนึ่งและได้ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีด้วย กิจกรรมฟื้นฟูป่าชายเลนจึงเกิดขึ้นในวงกว้างเมื่อเกิดความร่วมมือจากหลายฝ่าย  ในปีนี้ถือเป็นปีที่ชาวบ้านประสบความสำเร็จในการทำงานมาก  เมื่อชาวบ้านได้ร่วมกันวางกติกาในการใช้สอยป่าผืนนี้  มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลป่า  เช่น  ทุกคนเมื่อตัดไม้ไปใช้ผลประโยชน์จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการและต้องปลูกป่าทดแทนทุกครั้ง

ปี พ.ศ. 2539  ได้จัดทำป้ายประกาศเขตอนุรักษ์ทางทะเลอีกครั้งโดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ประมงในการออกตรวจจับเรือวนลาก อวนรุน  ที่รุกล้ำเข้ามาทำการประมงในเขตห้ามทำการประมงพาณิชย์ตามกฎหมายประมง  คือ 3,000 เมตรจากชายฝั่ง  ขณะเดียวกันการปลูกป่าชายเลนและป่าชายหาดยังคงกระทำอย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้นอกจากเป็นการทดแทนป่าที่เสียหายแล้ว ยังปลูกเพื่อเป็นป้องกันคลื่นลมและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านในชุมชน  ในยามเหน็ดเหนื่อยจาการทำงาน

ปี พ.ศ.2543  ชาวบ้านได้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า  และหลักสูตรอาสาสมัครรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเล  จากกองทัพภาคที่  4   และกรมประมง  ในปลายปีเดียวกัน  ชาวบ้านรับพระราชทานธงในโครงการ  “ธงพิทักษ์ป่า  เพื่อรักษาชีวิต”  จากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

ในระยะที่ผ่านมาสมาชิกของกลุ่มหลายๆ คน     ได้รับรางวัลต่างๆ จากภาครัฐที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรหลายครั้ง   อย่างไรก็ตามแม้ว่าชาวบ้านจะมีการประสานกับหลายฝ่าย  เช่น ทำหนังสือร้องเรียนแจ้งความดำเนินคดี  ขึ้นพบผู้ว่าราชการจังหวัด  สอดส่องดูแล  ปลูกป่าเพิ่มเติม  ฯลฯ  แล้วก็ตาม  ด้วยวิสัยของนายทุนที่ใช้ช่องทางของกฎหมายและอำนาจเงินในการซื้อทุกอย่าง  การกระทำของชาวบ้านป่าคลอกจึงแทบจะเอาผิดกับนายทุนเหล่านี้ไม่ได้เลย  และนับวันการบุกรุกป่าชายเลนก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น  เมื่อเป็นเช่นนี้ความขัดแย้งของนายทุนและชาวบ้านที่เข้าขัดผลประโยชน์จึงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  จนถึงขั้นขึ้นบัญชีดำสังหารแกนนำชาวบ้านหลายๆ  คนจนเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดขึ้นที่บ้านป่าคลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่จนถึงทุกวันนี้ชาวบ้านก็ยังมีการดำเนินการดูแลปกปักรักษาป่าผืนนี้อยู่อีกต่อไป

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เลขที่ 86 ซอยสนธิวัฒนา แยก 2 ลาดพร้าว 110 วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-9353560-2 โทรสาร 02-9352721