SDF

โลมาอ่าวตะเสะ การใช้ประโยชน์ทะเลอย่างยั่งยืน

ภาคภูมิ  วิธานติรวัฒน์

อ่าวตะเสะ
ชายฝั่งทะเลอันดามันด้านทิศตะวันตกของประเทศไทย อ่าวตะเสะตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของจังหวัดตรัง เป็นทะเลในเขตรอยต่อระหว่างตำบลตะเสะ ตำบลหาดสำราญ กิ่งอำเภอหาดสำราญ ตำบลเกาะสุกร ตำบลท่าข้าม อำเภอปะเหลียน ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตังจังหวัดตรัง
ชายฝั่งอ่าวตะเสะในตำบลหาดสำราญ ตำบลตะเสะ ตำบลท่าข้าม เป็นำพื้นที่ป่าชายเลนผืนใหญ่และคลองธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำสายสั้นๆบนฝั่ง  ทะเลด้านทิศตะวันตกของอ่าวตะเสะในพื้นที่ตำบลเกาะสุกรเป็นเกาะแก่ง ปะการัง และหินตุกนใต้ท้องทะเล ด้านทิศเหนือเชื่อมโยงกับแหล่งหญ้าทะเลผืนใหญ่ในเขตตำบลเกาะลิบง  ด้วยลักษณะทางนิเวศน์เช่นนี้อ่าวตะเสะจึงเป็นอ่าวที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์น้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ
สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของอ่าวตะเสะประกอบด้วย กุ้งขาวหรือกุ้งแชบ๊วย ปลาทราย ปลาหมึก ปูดำ ปูม้า ปลาเก๋า  ปลากะพง

ชาวประมงพื้นบ้านรอบอ่าวตะเสะส่วนใหญ่ทำการประมงด้วยเครื่องมือที่ไม่ทำลายพันธุ์สัตว์น้ำ และมุ่งจับสัตว์น้ำที่โตเต็มวัย
กุ้งขาวใช้ ฉมวกแทงกุ้ง  สวิงช้อนกุ้ง และอวนลอยกุ้ง ปลาหมึกใช้ไซหรือลอบ และตกด้วยเบ็ด
ปลาใช้อวนลอยปลากะพง อวนปลาทราย  อวนปลาทู อวนล้อมปลาหลังเขียว เบ็ด ลอบหรือไซสำหรับจับปลาเก๋า
ปูดำใช้หยองจับ ปูม้าและปูแดงใช้อวนปู และไซปู 

การประมงทำลายพันธุ์สัตว์น้ำในอ่าวตะเสะ
ก่อนหน้าปี ๒๕๔๒ อ่าวตะเสะมีการทำการประมงด้วยเครื่องมือประมงที่ทำลายพันธุ์สัตว์น้ำจำนวนมาก ประกอบด้วยอวนรุนประกอบเครื่องยนต์ประมาณ ๓๐๐ ลำ อวนลากเล็กประมาณ ๓๐ ลำการใช้ยาเบื่อไล่กุ้งในคลอง การประมงปลาทรายด้วยอวนกระทุ้งน้ำ และการใช้ระบิดจับปลา

เครื่องมือประมงเหล่านี้ทำให้สัตว์น้ำลดปริมาณลงอย่างมาก ชาวประมงพื้นบ้านในบ้านตะเสะจึงได้ประชุมหารือร่วมกันหลายครั้งและมีความเห็นว่า ต้องรณรงค์เพื่อยุติการใช้เครื่องมือประมงทำลายล้างทำการประมงในอ่าวตะเสะ และต้องร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าชายเลน

กลุ่มอนุรักษ์ปลาโลมาบ้านตะเสะและเครือข่ายอนุรักษ์อ่าวตะเสะ               
ในระยะต้นของการรณรงค์ชาวประมงพื้นบ้านผู้ริเริ่มงานได้ชักชวนชาวประมงพื้นบ้านในบ้านตะเสะเข้าร่วมกลุ่มปรึกษาหารือ จากนั้นขยายวงไปยังชาวประมงที่ทำอวนรุนในบ้านตะเสะ โดยชักชวนให้เลิกทำประมงอวนรุนและกลุ่มจะเจรจากับทางราชการให้จัดเครื่องมือประมงใหม่มาช่วยเหลือ
ปี ๒๕๔๑ กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านบ้านตะเสะได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับชมรมชาวประมง      พื้นบ้านจังหวัดตรัง  ต่อมาช่วงต้นปี ๒๕๔๒ ได้ยุบรวมธนาคารประมงพื้นบ้านกับธนาคารหมู่บ้าน และจัดตั้งเป็นกลุ่มออมทรัพย์ประมงพื้นบ้าน โดยได้รับงบสนับสนุนทุนเครื่องมือประมงจากกองทุนพัฒนาสังคมผ่านชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง และมีเงื่อนไขว่า ผู้ที่เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์และมีสิทธิได้รับเงินยืมเพื่อจัดซื้อเรือหรือเครื่องมือประมงต้องไม่ทำการประมงด้วยเครื่องมือทำลายล้าง 
การประสานความร่วมมือกับชมรมฯ  ทำให้ทางราชการจัดสรรงบประมาณมาปรับเปลี่ยนเครื่องมือให้กับชาวประมงที่ประสงค์จะเลิกทำการประมงอวนรุน และด้วยการรณรงค์ผ่านสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนการใช้เครื่องมือประมงอวนรุนในบ้านตะเสะได้ส่วนใหญ่

แต่ยังมีการใช้เครื่องมือประมงทำลายล้างทำการประมงในอ่าวตะเสะเป็นจำนวนมาก โดยชาวประมงบางส่วนในบ้านตะเสะ และจากอำเภอกันตัง อำเภอปะเหลียน กิ่งอำเภอหาดสำราญ
ปลายปี ๒๕๔๒  ชาวประมงพื้นบ้านบ้านตะเสะจึงได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ปลาโลมาขึ้น  พวกเขามีความเห็นว่า ในอ่าวตะเสะมีโลมาอยู่เดิม ทั้งโลมาเป็นสัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่จะอยู่อาศัยได้เฉพาะทะเลที่อุดมสมบูรณ์  โลมาจึงเป็นเสมือนตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวตะเสะ  ขณะเดียวกันโลมาเป็นสัตว์น้ำหายากและน่ารัก  จะช่วยสร้างจุดสนใจให้กับทางราชการและคนทั่วไปให้มาร่วมกันดูแลรักษาทะเล
กลุ่มอนุรักษ์ปลาโลมาบ้านตะเสะ มีสมาชิกประมาณ ๔๐ คนไม่เพียงพอกับการรักษาทะเล กลุ่มจึงเชื่อมโยงการทำงานกับกลุ่มออมทรัพย์บ้านตะเสะ  ชมรมโละกุ้งบ้านโคกออก กลุ่มชาวประมง       พื้นบ้านเกาะสุกร  กลุ่มอนุรักษ์หยงสตาร์ สหพันธ์องค์กรชุมชนหยงสตาร์ และเครือข่ายชุดปฎิบัติการเฉพาะกิจตำบลหาดสำราญ และอำเภอปะเหลียน  ซึ่งเป็นชุดราษฎรอาสาพิทักษ์ทะเลที่แต่งตั้งโดยอดีต ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังนายเฉลิมชัย ปรีชานนท์  ให้มีหน้าที่ร่วมกับทางราชการป้องกันและปราบปรามการประมงผิดกฎหมาย

โลมาอ่าวตะเสะและเขตอนุรักษ์โลมา               
โลมาและปลาวาฬ เป็นสัตน์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เคยอาศัยอยู่บนบกและมีวิวัฒนาการไปอาศัยอยู่ในน้ำเมื่อประมาณ ๔๕ ล้านปีมาแล้ว โลมาเป็นสัตว์สงวนตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ และเป็นสัตว์คุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ในประเทศไทยพบโลมาและวาฬ ทั้งหมด ๑๙ ชนิดใน ๖ ครอบครัว

โลมาที่พบในอ่าวตะเสะประกอบด้วย โลมาเผือกหรือหลังโหนก โลมาปากขวด โลมากระโดด โลมาหัวบาตร โลมาลายจุด  จากการสำรวจของกลุ่มอนุรักษ์ปลาโลมาบ้านตะเสะประมาณว่า มีปลาโลมาอาศัยอยู่ประจำในอ่าวตะเสะประมาณ ๗๐ – ๘๐ ตัว              

กลุ่มอนุรักษ์โลมาบ้านตะเสะ ได้ทำการศึกษาสำรวจจำนวน ชนิดพันธุ์ ถิ่นที่อยู่ของโลโมใน   แต่ละช่วงเรียกว่าแต่ละน้ำ จากนั้นได้ร่างเขตอนุรักษ์ปลาโลมาขึ้น โดยปักป้ายวางทุ่นแนวเขต และกำหนดกฎระเบียบการอนุรักษ์โดยห้ามทำการประมงอวนลาก อวนรุน ระเบิด ยาเบื่อ และอวนกระทุ้งน้ำในเขตอนุรักษ์ปลาโลมา พร้อมกับขอความร่วมมือไปยังชาวประมงในหมู่บ้านต่างๆที่มาทำการประมงในอ่าวตะเสะให้ยุติการใช้เครื่องมือประมงทำลายล้างในเขตอนุรักษ์โลมา ทั้งหมดดำเนินการเสร็จสิ้นในต้นปี ๒๕๔๓               

ระยะต้นเขตอนุรักษ์ปลาโลมาได้รับความสนใจจากทางราชการและคนทั่วไปน้อยมาก การประมงทำลายล้างยังคงมีอยู่มากในเขตอนุรักษ์โลมา กลุ่มอนุรักษ์โลมาร่วมกับเครือข่ายองค์กรชาวบ้านรอบอ่าวตะเสะ จึงจัดให้มีการรณรงค์หลายครั้งทั้งในระดับกิ่งอำเภอหาดสำราญและจังหวัดตรัง เพื่อให้ทางราชการดำเนินการตรวจจับการใช้เครื่องมือประมงทำลายล้างซึ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมกับกลุ่มและเครือข่ายได้จัดสมาชิกออกตรวจและปราบปรามการใช้เครื่องมือทำลายล้างในเขตอนุรักษ์ กระทั่งเกิดการปะทะใหญ่กลางทะเล  ระหว่างสมาชิกของกลุ่มและชุดราษฎรอาสาพิทักษ์ทะเลตรังกับ  ผู้ประกอบการอวนรุน ทางจังหวัดและกิ่งอำเภอหาดสำราญ จึงประกาศเป็นนโยบาย ห้ามทำอวนรุนในเขตอำเภอกิ่งสำราญพร้อมกับจัดชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมประมง ออกตรวจตราจับกุมอย่างต่อเนื่อง               

นอกจากนี้กลุ่มได้ประสานกับสื่อมวลชนท้องถิ่นและส่วนกลาง เพื่อเผยแพร่ข่าวสารการอนุรักษ์โลมาสู่สาธารณะ ซึ่งได้มีการเผยแพร่ทั้งในทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อยู่ระยะหนึ่ง

การลดลงของเครื่องมือประมงทำลายล้างในอ่าวตะเสะ- เขตอนุรักษ์โลมา               
ช่วงปลายปี ๒๕๔๔ อวนรุนที่ทำการประมงในอ่าวตะเสะเหลืออยู่น้อยมากด้วยมาตรการที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างราชการกับองค์กรชาวบ้าน จนมีแนวโน้มว่าจะหมดไปอย่างสิ้นเชิง แต่      เนื่องจากการเปลี่ยนหัวหน้ากิ่งอำเภอหาดสำราญ และผู้ว่าราชการจังหวัดตรังในเดือนกันยายน ๒๕๔๔ จึงมีการเปลี่ยนนโยบายการทำงาน  เรืออวนรุนเพิ่มจำนวนขึ้นจากประมาณ ๒๐ ลำ เป็น ๘๐ ลำ และมี        แนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น               

อย่างไรก็ตามแม้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังและหัวหน้ากิ่งอำเภอหาดสำราญคนใหม่ จะให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาทะเลน้อย แต่กลุ่มอนุรักษ์และเครือข่ายองค์กรชาวบ้านรอบอ่าวตะเสะไม่เปลี่ยน การรณรงค์ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรังในช่วงปี ๒๕๔๔ – ๒๕๔๕  และคนปัจจุบันซึ่งย้ายมารับตำแหน่งในปี  ๒๕๔๕ ถึงปัจจุบัน   ทั้ง ๒ ท่านให้ความสนใจกับการอนุรักษ์ทะเลจึงได้สนับสนุนให้ชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฎิบัติการเฉพาะกิจซึ่งจริงจังกับการดูแลทะเลเป็นชุดทำงานร่วมกับราษฎรในการตรวจจับการประมงผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง               

นอกจากนี้การรณรงค์ให้เลิกทำการประมงอวนรุนอวนลากโดยชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง สมาคมหยาดฝน โครงการจัดการทรัพยารชายฝั่งภาคใต้ และกลุ่มนักกิจกรรมท้องถิ่นของจังหวัดตรังเริ่มอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ทำให้เกิดวัฒนธรรมการบังคับใช้กฎหมายประมงที่เข้มงวดแตกต่างจากจังหวัดอื่น กล่าวคือ เมื่อมีการจับกุมผู้ทำการประมงผิดกฎหมายได้ ศาลจะสั่งริบเรือพร้อมเครื่องมือทั้งหมด ขณะที่จังหวัดอื่นเมื่อจับได้จะอาศัยช่วงโหว่ของกฎหมายทำผิดให้เป็นเบา ด้วยการปรับแล้วปล่อยทั้งเรือทั้งคนไปทำการประมงผิดกฎหมายได้ต่อ 
การริบเรือของจังหวัดตรังจึงมีความหมายว่า เมื่อจับได้ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายก็จะไม่มีเรือที่จะทำผิดกฎหมายได้อีก มีบ้างบางรายที่มีทุนออกเรือใหม่แต่เมื่อถูกริบอีกครั้งก็จบ จำนวนจึงลดลงเรื่อยตราบที่มาตรการตรวจจับและริบเรือยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ปลายปี ๒๕๔๕ อวนรุน อวนลาก อวนกระทุ้งน้ำ และการใช้ระเบิด ยาเบื่อ ทำการประมง จึงแทบจะหมดไปจากอ่าวตะเสะ คงเหลือลักลอบทำประมาณจำนวนน้อยมากประมาณไม่เกิน ๑๐ ราย ซึ่งอยู่ระหว่าง ติดตามจับกุมเพื่ออ่าวตะเสะจะเป็นทะเลที่อยู่อาศัยอันปลอดภัยของโลมาและมีการทำประมงอย่างยั่งยืน

โครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้ ชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรังกับอ่าวตะเสะ               
โครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้ร่วมงานกับชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรังมาตั้งแต่โครงการระยะที่ ๑ ซึ่งขณะนั้นชมรมฯมีสมาชิก ๒๒ หมู่บ้าน  ในช่วงโครงการระยะที่ ๒ ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี ๒๕๔๒ – ๒๕๔๕ ชมรมฯ ขยายสมาชิกเพิ่มเป็น ๔๔ หมู่บ้าน รวมทั้งประสานให้มีเครือข่ายราษฎรอาสมัครพิทักษ์ทะเล               

ในการจัดตั้งและการดำเนินงานของกลุ่มอนุรักษ์โลมาบ้านตะเสะ และการเชื่อมโยงเครือข่ายอ่าวตะเสะ โครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้ ได้ร่วมในกระบวนการดังกล่าวทั้งหมด ทั้งในส่วนของการจัดเจ้าหน้าที่ร่วมประสานงานองค์กรชาวบ้าน  การประสานกับทางราชการ การประสานงาน
สื่อมวลชน การจัดทำแผนงานและการสนับสนุนงบประมาณร่วมกับชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง ตลอดจนการร่วมรณรงค์ให้ทะเลตรังปลอดอวนรุนอวนลาก

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เลขที่ 86 ซอยสนธิวัฒนา แยก 2 ลาดพร้าว 110 วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-9353560-2 โทรสาร 02-9352721