SDF


กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านตำบลแหลมผักเบี้ย กับการจัดตั้งธนาคารปูม้า

จากแนวทางการพัฒนาที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ  ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อการค้าและการลงทุน โดยคาดการณ์ว่าหาใช้แนวทางการพัฒนาเช่นนี้จะสามารถส่งออกสินค้าเพื่อให้เกิดการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศ ในปริมาณมากๆ และยังส่งผลให้ประชาชนมีรายได้ที่สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ในทุกภาคการผลิตเน้นเร่งการผลิต โดยลืมคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเร่งทำการผลิตเช่นนี้ ซึ่งก็ไม่เว้นแม้แต่ในภาคเกษตรและภาคประมง

หลังจากที่ประเทศไทยเริ่มส่งเสริมให้มีการทำการประมงเชิงพาณิชย์มากขึ้น ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำในทะเลลดลงชาวประมงในแต่ละพื้นที่จึงต้องร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา  ซึ่งแตกต่างกันตามสถานการณ์ปัญหาที่ก่อให้เกิดการลดจำนวนลงของสัตว์น้ำและตามความแตกต่างของพื้นที่ แต่สำหรับในเรื่องของการจัดการแก้ไขปัญหาการลดจำนวนลงของปูม้า ซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งในฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน มีลักษณะของการจัดการปัญหาที่คล้ายคลึงกัน โดยเน้นการแก้ไขปัญหาที่ก่อให้เกิดการลดจำนวนลงของปูม้า ไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์

ปัญหาปริมาณปูม้าลดจำนวนลง ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ชาวประมงจับปูม้า โดยไม่คำนึงถึงการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน คือจับอย่างเดียวรวมถึงจับปูที่มีไข่นอกกระดองด้วย นอกจากจำนวนปูม้าจะลดลงจากการจับปูม้าโดยตรงแล้ว ยังเกิดจากการใช้เครื่องมือประมงทำลายล้าง อย่างเช่น การลักลอบคราดหอยของเรือประมงขนาดใหญ่ในพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งปัญหานี้นอกจากจะเกิดขึ้นกับชุมชนประมงในตำแลแหลมผักเบี้ยแล้ว ในชุมชนอื่น ก็ต้องเผชิญปัญหาเรือคราดหอยเช่นกัน เช่น ในตำบลท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช

หลังจากที่จำนวนปูม้าในชุมชนตำบลแหลมผักเบี้ยลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทำให้ต้นทุนในการออกเรือของชาวบ้านเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายได้จากการจับปูม้าลดลงตามจำนวนปูม้าที่ลดลง ทำให้ชาวประมงในชุมชนจึงร่วมกันหาแนวทางแก้ไข เพราะกังวลว่าหากปูม้าลดจำนวนลงหรือหมดไป ความเดือนร้อนของชาวบ้านจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยการจัดตั้งธนาคารปูม้าขึ้น เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า

การทำธนาคารปูม้า แม้จะมีหลายพื้นที่ที่ทำอยู่ และมีลัษณะการจัดการไม่เหมือนกันเสียทั้งหมด แต่ก็เริ่มต้นจากแนวคิดในการจัดการที่เหมือนกัน คือ เพื่อฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาการลดจำนวนลงของปูม้า ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์พันธ์ปูม้าให้ยังคงมีอยู่ตลอดไป จากแนวคิดในการจัดการที่เหมือนกันทำให้วิธีการจัดการมีความคล้ายคลืงกัน คือการส่งเสริมให้ชาวประมงที่จับปูม้าที่มีไข่ติดอยู่ที่หน้าท้องได้ นำปูม้าที่ได้มาเพาะเลียงต่อเพื่อให้ไข่ปูม้าเจริญเติบโตกลายเป็นลูกปูม้า ซึ่งปูม้า 1 ตัว จะมีไข่มากกว่า 100,000 ฟอง

การจัดการธนาคารปูม้าของกลุ่มชาวประมงพื้นบ้น ต.แหลมผักเบี้ย จะทำกระชังปูม้า สำหรับใช้เป็นสถานเลี้ยงอนุบาลปูม้า ไว้ห่างจากฝั่งประมาณ 2,000 เมาตร เพื่อรับเลี้ยงปูม้าที่มีไขติดอยู้ที่หน้าท้อง ซึ่งชาวประมงในกลุ่มจับมาได้ เพื่ออนุบาล โดยจะใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงไม่เกิน 10 วัน และเมื่อไข่ปูม้าเจริญเติบโตกลายเป็นลูกปูม้าแล้ว ก็จะคืนปูม้าให้แก่สมาชิกที่นำมาให้เพื่อขายหรือบริโภค ในบางครั้งสมาชิกก็จะไม่ขอรับคืนปูม้า แต่ยกให้กับทางกลุ่ม ซึ่งทางกลุ่มก็จะนำปูม้าที่ได้ไปขายเพื่อนำรายได้มาซื้อปลาทะเล เพื่อเป็นอาหารสำหรับใช้ในการเลี้ยงปูที่อยู่ในกระชัง รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานบริหารกลุ่มต่อไป

นอกจากการเพาะเลี้ยงในกระชังกลางทะเลแล้ว ในปัจจุบันกลุ่มเริ่มมีวิธีการเพาะเลี้ยงบนฝั่ง โดยให้ชาวประมงที่จับปูม้าที่มีไข่นอกกระดองมาได้ ให้ชาวประมงนำปูทีจับได้ไปใส่ไว้ในกระชังที่อยู่บนฝั่งเอง และหลังจากที่ไข่ฟักเป็นตัวหมดแล้ว และหากต้องการนำแม่ปูม้ากลับคืน หลังจากที่ไข่ฟักเป็นตัวหมดแล้ว ชาวประมงจะใช้สี่เขียนชื่อติดไว้ที่กระดองปูม้าและปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติต่อไป
               

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เลขที่ 86 ซอยสนธิวัฒนา แยก 2 ลาดพร้าว 110 วังทองหลาง กรุงเทพมหานครโทรศัพท์ 02-9353560 โทรสาร 02-9352021