ชุมชนหาดไข่เต่า อ. บางแก้ว จ. พัทลุง
ชุมชนบ้านหาดไข่เต่าเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลาในพื้นที่ของอำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ในอดีตพื้นที่นี้มีความอุดมสมบูรณ์มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่บนชายหาดมากมาย จึงเป็นที่มาของชื่อชุมชน “ หาดไข่เต่า “ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรจึงมี การทำมาหากิน ที่หลากหลายทั้งการทำประมง (ออกทะเลหาปลา) ทำนา ปลูกพืชผัก สำหรับการออกทะเลนั้นจะใช้เครื่องมือหลายอย่าง เช่น อวน โหม๊ะ ยอ เป็ด โดยผู้หญิงและผู้ชายจะต้องช่วยกัน ด้วยการตื่นตั้งแต่หัวรุ่ง (ตีสามตีสี่) แล้วช่วยกันแจวเรือไปยังบริเวณหน้าเกาะแก้ว หรือปากน้ำปากพะยูน บางครั้งก็มีการล้อมอวน ล้อมกันเป็นสิบคนแต่ละคนจะใช้อวนแค่ 3 หัวก็ได้ปลามากมายปลาที่ได้จะเป็นปลาขี้ตัง ปลาเม่น แม่กุ้ง ปลามิหลัง ปลาหัวโม่งและอื่น ๆ ผู้หญิงนอกจากช่วยแจวเรือแล้วยังช่วยงานหลายอย่างเวลาหาปลา เช่น หากวางอวนผู้หญิงจะเป็นคนวางอวน สาวอวน และช่วยเคาะกระดานกระทุ้งน้ำ ผู้ชายจะเป็นคนบังคับเรือ หากเป็นการวางโหม๊ะผู้หญิงจะช่วยตักสัตว์น้ำที่ได้ใส่เข่ง เป็นต้น
เมื่อกลับจากทะเลผู้หญิงก็จะเป็นคนคัดแยก แล้วนำไปขายในสมัยนั้นยังไม่มีรถต้องใช้การเดินเท้า ส่วนตาชั่งก็ยังไม่มีต้องใช้การตวงด้วยถ้วย สัตว์น้ำที่หาได้นั้นเหลือจากการขาย หรือเก็บไว้กินในครัวเรือนก็จะแปรรูปโดยใช้ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น กุ้งส้ม กุ้งแห้ง ปลาเค็ม ปลาส้ม ในยามว่างทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็จะมาช่วยกันซ่อมเครื่องมือประมง ด้วยความอุดมสมบูรณ์ การทำมาหากินง่าย รายได้จาการออกทะเลแม้ไม่มากก็สามารถเลี้ยงครอบครัวได้
นอกเหนือจากการออกทะเลแล้ว การทำนาก็เป็นอาชีพหนึ่ง คนหาดไข่เต่าจะทำนาดำ ไถด้วยวัวหรือควาย มีการวานหรือออกปากเหมือนชุมชนอื่นใกล้เคียง ทั้งนี้ผู้หญิงและผู้ชายช่วยกันทำ เช่น ผู้หญิงจะเป็นคนหว่านกล้า ถอนกล้า ผู้ชายจะหาบไปนา เวลาดำนาผู้หญิงจะเป็นคนดำผู้ชายจะเป็นคนไถ เป็นต้น ว่างเว้นจากการทำนาก็มีการปลูกพืชผักต่าง ๆ โดยเฉพาะแตงโมหาดไข่เต่านั้นถือเป็นของขึ้นชื่อ เมื่อปลูกเป็นลูกแล้วก็จะนำบรรทุกเรือไปขายยังตลาดปากพะยูน ในสมัยนั้นชุมชนหาดไข่เต่ามีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับชุมชนใกล้เคียง เช่น นำข้าวสารกับแลกกับพริก หัวมัน กับชุมชนเกาะใหญ่ หรือนำข้าวสารไปแลกกับหัวมัน พริก ผัก มะเขือ กับชุมชน บางแก้ว ซึ่ง การคมนาคม นั้นยังอาศัยเรือเป็นหลัก ไม่มีรถหรือถนนสะดวกสบายเหมือนเช่นปัจจุบัน คนในชุมชนยังไม่ค่อยเดินทางไปไหน เว้นเสียแต่มีความจำเป็นจริง ๆ เช่นไม่ติดต่อกับหน่วยงานราชการในเมืองสงขลา ก็จะไปโดยเรือเมล์ที่วิ่งระหว่างปากพะยูน – สงขลา ไปซื้อของใช้ที่จำเป็นในตลาดปากพะยูน ด้วยการคมนาคมที่ค่อนข้างลำบากเมื่อยามเจ็บไข้ไม่สบาย ก็จะรักษาด้วยหมอบ้าน รักษาด้วยยาสมุนไพร เว้นเสียแต่จะมีอาการหนักจึงจะนำส่งโรงพยาบาลในเมืองสงขลา สำหรับการศึกษาเล่าเรียน นั้นตอนที่ยังไม่มีโรงเรียนก็จะมีการเรียนการสอนกันใต้ร่มไม้ ด้วยการเอาไม้มาปักทำเป็นเสา แล้วเทาทางมะพร้าวมุงเป็นหลังคา แต่ตอนหลังนายบ้านซึ่งเห็นความสำคัญของการเรียนจึงได้ตั้งโรงเรียนขึ้นมาโดยอาศัยชั้นล่างของบ้านเป็นห้องเรียนให้ลูกสาวเป็นครูช่วยสอน นายบ้านนั้นเป็นบุคคลที่สำคัญมากสำหรับการการปกครองท้องถิ่น เพราะนายบ้านจะเป็นคนดูแลสารทุกข์สุขดิบของชาวบ้าน คอยไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นของลูกบ้านและติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการ โดยนายบ้านจะมาจากการเลือกตั้งของคนในชุมชน เลือกจากคนดี มีน้ำใจ มีความยุติธรรม และเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ชุมชนหาดไข่เต่าก็เป็นชุมชนหนึ่งที่มีประเพณีวัฒนธรรม ไม่แตกต่างจากชุมชนมุสลิมใกล้เคียงโดยมีการทำบุญเดือนห้า การทำบุญมัสยิด การถือศิลอด การช่วยเหลือเพื่อนบ้านเมื่อยามมีงานบุญ – งานแต่ง โดยการช่วยเหลือนั้นมีทั้งช่วยเป็นแรง ช่วยเป็นเงิน และข้าวของไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร น้ำลา น้ำตาล ผัก หรืออื่น ๆ ที่มีอยู่ นอกจากานี้หลังจากการเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็จะมีลิเกป่า มโนราห์ หนังตะลุงมาเล่นเป็นประจำ ซึ่งคนดูจะนำเงินใส่ขันให้คนละ 1 สลึง ในส่วนของความเชื่อนั้นจะมีความเชื่อพ่อตาชัย หน้าท่าเต่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ประจำชุมชน ชาวบ้านนิยมไปบนบาน
ในปัจจุบันวิถีชีวิตของคนหาดไข่เต่าเปลี่ยนแปลงไปมากจากเดิมที่เคยออกทะเล ทำนา ปลูกผักทำงานอยู่กับบ้าน ต้องเปลี่ยนมาเป็นทำงานนอกบ้านมากยิ่งขึ้น เพราะทะเลไม่ได้อุดมสมบูรณ์เหมือนในอดีต สัตว์น้ำที่จับได้มีปริมาณน้อยลงเพราะทะเลสาบสงขลามีความเสื่อมโทรมทั้งจากน้ำเสียที่ปล่อยจากชุมชนรายรอบ การปิดปากน้ำที่ส่งผลให้การไหลเวียนของกระแสน้ำเปลี่ยนไป ตัวอ่อนสัตว์น้ำจากอ่าวไทยจึงเข้ามาในทะเลสาบได้น้อยลง การใช้เครื่องมือประมงทำลายล้าง การทำลายป่าชายเลน และอื่น ๆ อีกทั้งต้องมีการลงทุนที่สูงขึ้นจากค่าน้ำมัน ค่าอวน ค่าเรือ และค่าลูกจ้าง ในทำนองเดียวกันการทำนา/การปลูกผักก็มีต้นทุนที่สูงจากค่าปุ๋ย ค่าสารเคมี โดยที่ไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้เลย การทำอาชีพอย่างเดิมไม่สามารถสร้างรายได้ที่พอเพียงกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากค่าศึกษาเล่าเรียนของลูก ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าภาษีสังคม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทุกคนอยากได้อยากมี ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วีซีดี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า โทรศัพท์ รถมอเตอร์ไซด์ รถยนต์และอื่น ๆ อีกจิปะถะเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ ประกอบกับการศึกษาก็มีน้อย การทำงานโรงงานจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ในแต่ละวันคนในชุมชนไม่น้อยกว่า 500 คน ต้องออกจากบ้านไปทำงานโรงงานซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหาดใหญ่ สงขลา แม่ขรี ทุ่งลุง บางกล่ำ คนทำงานเหล่านี้จะมีอยู่ 2 กะ คือ กะเช้า และกะกลางคืน ผู้ที่ไปทำงานโรงงานส่วนมากมักจะเป็นผู้หญิง ผู้หญิงที่ทำงานโรงงานจะฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายาย ผู้หญิงที่ทำงานโรงงานเหล่านี้จึงไม่ค่อยมีเวลาทำงานบ้าน บางครอบครัวสามีหรือปู่ย่าตายายจะเป็นคนทำ ในขณะที่บางครอบครัวหน้าที่ดังกล่าวยังเป็นของผู้หญิง ซึ่งผู้หญิงเองก็มีวิธีการในการลดภาระของตัวเอง เช่น ซื้อแกงถุงกับข้าว ขนม มาจากตลาดหาน้าโรงงาน มาถึงบ้านแค่หุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้าก็สามารถก็สามารถกินได้เลย นอกจากนี้การช่วยเหลือเมื่อยามเพื่อนบ้านมีงานก็น้อยลง เพราะการทำงานโรงงานไม่สามารถหยุดได้หากไม่จำเป็นจริงทั้งเมื่อกลับจากทำงานก็มีอาการอ่อนล้า อยากพักผ่อน การทำงานโรงงานนั้นมีรายได้ประมาณเดือนละ 5,000 บาท หากทำนอกเวลา (OT) ก็จะได้ประมาณ 8,000-9,000 บาท พร้อมกันนั้นก็มีสวัสดิการ มีประกันสังคมผู้หญิงบางคนบอกว่าทำงานโรงงานก็ดี เพราะมีรายได้ที่แน่นอน ได้รับเงินเป็นก้อน เจอเพื่อนเยอะและเป็นการทำงานในที่ร่ม หากรู้จักใช้จ่ายเงินก็จะมีเงินเหลือเก็บ ในขณะที่บางคนบอกว่า หากมีทางเลือกอื่น ก็จะไม่ทำงานในโรงงาน เพราะการทำงานในโรงงานนั้นถุกบังคับ ไม่มีอิสระ อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อสุขภาพเมื่อทำไปนาน ๆ เช่น อาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ปวดขา เป็นต้น ซึ่งเงินทีได้จากการทำงานนั้นหากไม่รู้จักเก็บหอมรอมริบก็หมดง่าย ๆ ได้เหมือนกัน ผู้หญิงที่นี่หลายคนตัดสินใจออกจากโรงงานมากอยู่บ้าน ช่วยสามีออกทะเล ทำขนมขาย หรือทำชีพอย่าอื่น ซึ่งต้องช่วยกันทำทั้งสองสามีภรรยา อยู่กันอย่างพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือยก็จะสามารถใช้ชีวิตที่มีความสุขได้
แม้ว่าผู้หญิงส่วนหนึ่งของชุมชนหาดไข่เต่าจะออกจากบ้านไปทำงานโรงงาน แต่ก็ยังมีผู้หญิงอีกส่วนหนึ่งที่ยังคงเลือกทำงานอยู่กับบ้าน ทำหน้าที่แม่บ้าน ดูแลลูกและช่วยสามีออกทะเล (ผู้หญิงที่ไปสัมภาษณ์ นั้นร้อยละ 96 ทำประมง) ซึ่งผู้หญิงที่อยู่บ้านนั้นได้เริ่มต้นชีวิตในแต่ละวันด้วยการตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ ตีห้า หุงหาอาหารมื้อเช้า เสร็จแล้วก็ออกทะเลกับสามี การออกทะเลนั้นต้องช่วยกันทั้งสองคน (บางครอบครัวหากมีลูกยังเล็กหรือภรรยาไม่สามารถออกทะเลได้ ผู้ชายต้องจ้างลูกน้องเพื่อช่วยงานเมื่อยามอยู่ในทะเล) เช่น หากวางอวนผู้หญิงจะเป็นการปล่อยอวน เคาะกระดานกระทุ้งน้ำ สาวอวน ปลดปลา ส่วนผู้ชายจะบังคับเรือเป็นหลักและอาจจะช่วยผู้หญิงบ้าง หากเป็นการวางไซตูตู้ ผู้ชายจะเป็นคนขึ้นและวางไซ ส่วนผู้หญิงจะเป็นคนตักสัตว์น้ำที่ได้ใส่เข่ง และตักน้ำล้างไซ ก่อนที่ผู้ชายจะลงไซอีกครั้ง นอกจากได้ช่วยกันทำงานแล้ว เวลาออกทะเลด้วยกัน ยังเป็นเวลาที่คู่สามีภรรยาจะได้พูดคุยปรึกษาหารือกัน เช่น ปรึกษาหารือปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวบางอย่าง ที่ไม่อยากพูดที่บ้านเพราะไม่อยากให้ลูกได้ยิน ก็จะมาคุยกันตอนออกทะเล เป็นต้น
เมื่อกลับจากทะเลถึงบ้านแล้วผู้ชายก็จะตรวจความเรียบร้อยของเรือ เครื่องมือ นำเรือเข้าจอดแล้วกลับบ้าน ส่วนผู้หญิงก็จะคัดแยกสัตว์น้ำที่ได้เพื่อเก็บไว้กิน นำไปขาย หรือนำไปแปรรูปในลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปลาเค็ม กุ้งส้ม กุ้งหวาน ปลาส้ม หลังจากนั้นก็จะหุงหาอาหารกลางวัน เสร็จแล้วก็พักผ่อน ตอนบ่ายก็จะช่วยกันซ่อมอุปกรณ์สำหรับออกทะเลทั้งอวน ไซ รวมถึงอุปกรณ์อย่างอื่น ตกเย็นผู้หญิงก็จะทำอาหารเย็น และรับประทานอาหารอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ ลูก ก่อนจะเข้านอน ซึ่งผู้หญิงเหล่านี้จะมีเวลาทำงานบ้าน ดูแลลูก ดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่หากเพื่อนบ้านมีงานบุญ – งานแต่งก็สามารถช่วยงานได้เพราะไม่ต้องขอลาหยุดเหมือนการทำงานโรงงาน การดำเนินชีวิตจึงเป็นอินสระ ไม่มีใครมาบังคับ เป็นนายของตัวเอง อีกทั้งยังมีเวลาช่วยเหลืองานของชุมชน ไม่ว่าจะเป็น งานโรงเรียน งานมัสยิด ร่วมประชุมของหมู่บ้าน การปลูกป่าชายเลน การปล่อยสัตว์น้ำ
อนึ่งการที่ผู้หญิงภาคประมงของหาดไข่เต่าได้ออกทะเลร่วมกับสามี จึงทราบเป็นอย่างดีว่าปัจจุบันทะเลสาบสงขลานั้นไม่ได้อุดมสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน สัตว์น้ำที่จับได้มีน้อยลง บางชนิดก็หายไป ทะเลมีความตื้นเขิน น้ำเสีย การไหลเวียนของน้ำไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่เป็นน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย หรือเรียกว่าระบบนิเวศน์สามน้ำ ซึ่งพวกเธอก็รู้ดีว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากการใช้เครื่องมือประมงทำลายล้าง (อวนตาถี่ ยาเบื่อ ไฟช็อต และอื่น ๆ ) การขยายท่าเรือน้ำลึกและการปิดปากระวะที่ทำให้ปากน้ำถูกปิดสัตว์น้ำเข้ามาโตในทะเลสาบได้น้อยลง การสร้างฝายกั้นคลองต้นน้ำ และอีกหลากหลายสาเหตุ
ในฐานะผู้หญิงภาคประมงที่ทำมาหากินกับทะเลสาบ พวกเธอก็อยากจะให้ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยวิธีการต่าง ๆ อาทิเช่น การปล่อยสัตว์น้ำการทำเขตอนุรักษ์เพื่อเป็นที่วางไข่และพักพิงของสัตวน้ำ การขุลอกเพื่อลดการตื้นเขิน การเปิดปากน้ำให้น้ำไหลเวียนตามปกติ การควบคุมการปล่อยน้ำเสีย การจัดระเบียบเครื่องมือประมงเพื่อให้มีความหนาแน่นที่เหมาะสมรวมถึงลดเครื่องมือทำลายล้าง เพื่อในอนาคตทะเลสาบจะได้มีความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนมีวิถีชีวิตที่เป็นสุข เนื่องจากทะเลสาบสงขลามีปัญหามากมายดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายจะแกก้ปัญหาดังกล่าวภายใต้แผนพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งมีแนวทางการแก้ปัญหามากมาย ทั้งนี้อาศัยความคิดเห็นและความต้องการของคนพื้นที่เป็นสำคัญ แม้ผู้หญิงภาคประมงของหาดไข่เต่าจะไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยตัวเองแต่จากการดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ เพื่อนเล่าให้ฟัง ก็ทำให้พวกเธอได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว
|