SDF

กล้าปรับเปลี่ยน เพื่อก้าวต่อ กลุ่มสตรีเกาะปอ

จาก ทรัพยากรและชุมชน : บทบาทหญิงชายในชุมชนประมง

ที่ผ่านมา พื้นที่ดินบนเกาะปอเริ่มมีการซื้อขายที่ดินจากนายทุนในสมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหวัณ หลังจากมีข่าวว่าจะมีการขุดคลองไทย (คอคอดกระ) ทำให้มีการกว้านซื้อที่ดินจากนายทุนภายนอก เพื่อเก็งกำไรในราคาเพียงไร่ละไม่กี่หมื่นบาท จนถึงทุนวันนี้ที่ดินบนเกาะทั้งหมด 1,200 ไร่ ขายไปแล้ว 880 ไร่ คงเหลือที่ดินเป็นของชาวบ้านจริง 320 ไร่เท่านั้น

วันนี้จากความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกที่รุกคืบมา โดยเฉพาะจากธุรกิจท่องเที่ยว ทำให้ชุมชนบนเกาะปอเริ่มตระหนักถึงสิ่งที่เป็นปัญหาในอนาคต จึงได้ตั้งกฎระเบียบหมู่บ้านขึ้น โดยใช้สิทธิตามมาตร 66 และ 67 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ในหมวดสิทธิชุมชน ที่ให้สิทธิประชาชนสามารถช่วยกันฟื้นฟู อนุรักษ์และมีส่วนร่วมในการปกป้องชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน โดยได้มีการประกาศใช้กฎระเบียบหมู่บ้านเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2550 และนำเสนออย่างเป็นทางการในงาน  “เปิดเล เขเรือ” ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2550 ในวาระครบรอบ 3 ปี เหตุการณ์สึนามิที่เกาะลันดา

นอกจากนี้การมีส่วนร่วมของชุมชนเองได้สร้างแนวคิดที่ชัดเจนมากขึ้นในการพึงตนเอง มากกว่าการพึ่งพาจากภายนอก แม้ว่าเกาะปอจะเป็นเพียงชุมชนขนาดเล็ก แต่ก็มีการรวมกลุ่มในการพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมอาชีพในชุมชน เช่นกลุ่มสตรีทำเครื่องแกง ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มตั้งกลุ่มสตรีเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับหญิงในชุมชน และยังมีแนวคิดเรื่องชุมชนที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสหกรณ์ร้านค้าชุมชน กลุ่มน้ำมันสปา (กลุ่มน้ำมันมะพร้าว” กลุ่มกองทุนต่างๆ

ในการตั้งกลุ่มสตรีบ้านเกาะปอเกิดขึ้นจากการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐในเบื้องต้น โดยในช่วงแรกกลุ่มสตรีคาดหวังว่า อยากให้มีกลุ่มอาชีพด้านต่างๆ เกิดในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครื่องแกงตำมือ กลุ่มเปลือกหอยประดิษฐ์ กลุ่มปลาหวาน กลุ่มทำขนม ซึ่งปัจจุบันมีเพียงกลุ่มเครื่องแกงตำมือและกลุ่มขนมเท่านั้นที่ยังดำเนินบทบาทของตัวเองให้เป็นจริงอยู่ได้

นับว่าเป็นประสบการณ์สำคัญที่กลุ่มผู้หญิงในชุมชนที่ได้ออกไปพบเห็นประสบการณ์ใหม่ ครั้งแรกของการออกไปร่วมงานกับภายนอก คือ การ่วมงาน “เปิดเลเขเรือ” ที่บ้านคลองนิน อ.เกาะลันดา ตอนนั้นกลุ่มผู้หญิงได้รับเงินสนนับสนุนช่วยเหลือ 3,000 บาทจากภาครัฐ ให้มาออกร้านเสนอสินค้าจากพื้นถิ่นตัวเอง การที่ทำให้คนรู้จักสัตว์น้ำที่มาจากเกาะปอและรู้จักเกาะปอมากขึ้น นับเป็นผลพลอยได้ที่กลุ่มสตรีรู้สึกยินดีมากับก้าวแรกของพวกเธอ

ก่อนเหตุการณ์สึนามิน้อยคนนักที่จะรู้จักเกาะปอ แต่หลังเหตุการณ์สึนามิ ชุมชนบนเกาะปอต้องรอความช่วยเหลืออยู่กลางทะเลส่งผลให้ทุกคนเริ่มรู้จักมากขึ้น พื้นที่บริเวณหน้าบ้านของแต่ละอ่าวในช่วงสึนามิถูกน้ำพัดพาจนเครื่องมือประมงเสียหายเป็นส่วนมาก และกว่าที่ความช่วยเหลืออย่างจริงจังจะมาถึงการนั่งรอคอยความหวังก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำได้และทำได้ดี สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นเป็นส่วนสำคัญให้ชุมชนเริ่มตระหนักถึงการพึ่งพาตนเองและมีการรวมกลุ่มในชุมชนขึ้น

เครือข่ายฟื้นฟูชุมชนชายฝั่งอันดามัน (Save Andaman Network SAN) เกาะลันตา จ.กระบี่ เข้ามามีส่วนร่วมในการสานต่อความหวังของชาวบ้าน โดยทำโครงการร่วมกับผู้ชายบ้านเกาะปอในการดูแลรักษาทรัพยากร กลุ่มผู้หญิงเริ่มต้นด้วยการสร้างอาชีพให้กับตนเอง

ถึงแม้การทำงานกลุ่มหลังประสบภัยพิบัติจะเอาความเป็นหญิง-ชายเป็นตัวตั้ง แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า แต่ละกลุ่มมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาตัวตนให้เข้มแข็งภายหลังผ่านเรื่องเลวร้ายมา

กลุ่มสตรีเครื่องแกงตำมือเกิดขึ้นมาตั้งแต 2548 และยังทำเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ความล้มลุกคลุกคลานที่เกิดจากความไม่ต่อเนื่องของการทำงานเป็นปัญหาหนึ่งของกลุ่ม ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหา กลุ่มได้กำหนดกติกาขึ้นมาว่า “ห้ามสมาชิกขาดการตำเครื่องเกิน 5 ครั้ง มิฉะนั้นจะไม่ได้รับการปันผล หรือพ้นจากการเป็นสมาชิก”
ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการเข้มงวดอย่างนี้ แต่ก็ยังมีคนที่ละเมิดกฎ ซึ่งทางกลุ่มสรุปร่วมกันว่าจำเป็นต้องปล่อยให้พ้นจากการเป็นสมาชิก

ในเบื้องแรกนั้น กลุ่มเครื่องแกงตำเมื่อต้องช่วยเหลือตัวเองร่วมกัน เพราะทุนที่ได้มาเพียงพอสำหรับการซื้อวัตถุดิบเท่านั้น สมาชิกแต่ละคนที่เข้าร่วมจึงถือครกมาคนละใบ แล้วตำมือตามที่มียอดสั่ง ซึ่งช่วงแรกมัปัญหาว่าครกบางคนใหญ่ต้องตำมาก ครกบางคนเล็กตำน้อย แต่นับจำนวนเท่ากัน

“ทางกลุ่มจึงแก้ปัญหาด้วยการให้ชั่งพริกให้หนัก 1 ขีด ก่อนที่จะลงมือตำลให้ยึดจำนวนขีดเป็นจำนวนครกที่ตำได้ และให้ราคาไปตามจำนวนครก” กติกาแบบนี้ช่วยให้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันลดลง ต่อมาเมือ่ได้ทุนเพิ่มเติมในการซื้อตรกของกลุ่ม ความสะดวกสบายก้ตามมา ปัญหานี้ก็หมดไปโดยสิ้นเชิง

สำหรับเครือ่งแกงที่กลุ่มแม่บ้านทำอยูเป็นประจำคือ แกงส้ม แกงกะทิ และแกงแพะ ซึ่งแกงแพะบางคนก็ซื้อไปทำเป็นแกงพริกได้ โดยแกงแพะเป็นการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมตามความต้องการของตลาด และทางกลุ่มก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ปรับปรุงแล้วจะเป็นผลดี

ส่วนกฎที่ระบุว่าช่วงฝนต้องต้องมาตำเครือ่งแกงตั้งแต่ 10 โมง และเลิกตำเวลาบ่ายสามซึ่งเป็นช่วงเวลาเลิการรวมกลุ่มปกติ ถือเป็นการเปิดช่องให้การทำงานกลุ่มสอดคล้องกับวิถึชีวิตให้มากที่สุด เพราะหากไม่ได้กรีดยางในช่วงฝนตก ทางกลุ่มก็ต้องการให้เกิดรายได้ขึ้นในกลุ่มอาชีพของผู้หญิงบ้านเกาะปอ เพราะเครื่องแกงขายได้ทุกวัน คนใช้ทุกวัน ขายได้ทุกวัน

นอกจากนี้ทางกลุ่มยังตกลงกันว่า ถ้าคนใดในกลุ่มต้องคลอดลูกก็ให้ลาหยุดได้เป็นเวลา 3 เดือน เพราต้องให้เวลากับการดูแลลูก

นฤมล  ซื่อตรง หรือ ม๊ะปี บอกว่า “ถ้าวันไหนไม่มีใครไปตำเครื่อง ก็จะไป ยังไงถ้ามีอยู่คนเดียวหรือ 2 คน ก็ต้องทำ ไม่ให้ขาด เพราะกลุ่มต้องอยู่ต่อไปให้ได้ แม้ว่าคนน้อยก็ต้องทำ”

สำหรับขั้นตอนในการนำเครื่องแกงไปขาย ทางผู้ชายก็ได้ให้ความช่วยเหลือ เพราะพวกเธอจะไม่สามารถขนของขึ้นเรือได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นลักษณะการช่วยเหลือ เกื้อกูล ซึ่งโดยวิถีชีวิตแบบชาวเลสามีและภรรยาจะคอยเอื้อประโยชน์ต่อกันในการทำมาหากิน เช่น ถ้าไม่ออกทะเลไปหากินด้วยกัน ผู้หญิงก็จะอยู่บ้านเตรียมอุปกรณ์ประมงเพื่อให้พร้อมใช้งาน เช่นแกะอวน และซ่อมแซมอวนชนิดต่างๆ ผูกทุ่นอวน เป็นต้น

ไม่ต่างกับงานนอกบ้านที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายตัดสินใจในการเลือกทำด้วยตัวเอง ผู้ชายจึงต้องยอมรับและให้ความช่วยเหลือ ซึ่งความเข้าใจและดูแลกันก็ทำให้กลุ่มอยู่ได้ด้วยตัวเองมานาน 3 ปีแล้ว

ไม่เพียงการทำเครื่องแกงเท่านั้น กลุ่มสตรีกุล่มนี้ยังได้ชักชวนกันมาทำกลุ่มขนม ซึ่งความรู้เรื่องการทำขนมก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากพัฒนากรอำเภอ จากการลองผิดลองถูกทำให้กลุ่มเลือกที่จะทำขนมที่สามารถอยูได้หลายวัน มากกว่าจะทำขนมสดใหม่แต่ไม่นานก็ขึ้นรา ต้องทิ้งเงินลงทุนไป

ขนมที่อยู่ได้นานและยังมีคนสั่งไปขายอยู่เรื่อยๆ คือ ขนมโรตีกรอบและปั้นสิบ ซึ่งตอนนี้ยอดส่งแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 50 ห่อต่อร้านค้า 10 แห่ง ไม่กี่วันก็ขายหมดต้องทำไปเพิ่มเติมอีก

นฤมล ซื่อตรง มักจะถามเพื่อนหญิงในกลุ่มว่า “วันนี้มีอะไรให้ทำบ้าง ถ้าไม่ได้ตำเครื่องแกง ถ้าอย่างนั้นทำขนมก็แล้วกัน” เพื่อนหญิงในกลุ่มเล่าว่า จรรยาไม่เคยปล่อยให้มีเวลาว่าง อีกอย่างการรวมกลุ่มทำให้ได้เพื่อน และได้ช่วยเหลือกันและกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นจากากรทำเครือ่งแกงตำมือและกลุ่มขนมคือสหกรณ์ร้านค้าและสวัสดิการชุมชน ซึ่งกลุ่มสตรีได้เข้าไปมีบทบาทในการบริหารงานและร้าค้าอีกทั้งยังเป็นสถานที่ออมทรัพย์ของกลุ่มเดือนละ 20 บาท หากเดือนไหนสมาชิกคนใดขาดส่งก็จะยังไม่มีทวงถามเพราะอาศัยความเชื่อใจ แต่จะรอคอยก่อนสักระบะ และค่อยติดตามผลในภายหลัง ที่ผ่านมาสมาชิกก็ให้ความสำคัญและร่วมออมเงินไม่มีขาด

แต่จากปัญหาความไม่เข้าใจกันของสมาชิกในกลุ่มทำให้โรงเรือนไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานต่อ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอีต่อไป ความีน้ำใจและการแบ่งปันของสมาชิกคนหนึ่งทำให้เกิดร้านค้าชุมชนแห่งใหม่เกิดขึ้น
สิ่งที่กลุ่มสตรีจะต้องคิดต่อไป ก็คือทำอย่างไรให้การรวมกลุ่มด้านอาชีพสามารถทำควบคู่ไปกับการบริการร้านค้าของกลุ่มได้ยอ่างต่อเนื่อง และไม่ประสบปัญหาเช่นเดิมอีก

แต่ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่โครงสร้างการบริหารงานที่มีประธานเป็นคนรุ่นใหม่ อายุน้อยแต่ไฟแรง มีประชาสัมพันธ์เป็นคนขยัน มีเหรัญญิกเป็นคนที่มุ่งมั่น มีฝ่ายจัดซื้อที่มีความรอบคอบ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นทุกคนต่างก็รวมกันเป็น “โครงส้างแบบชาวบ้าน” กล่าวคือ ร่วมมือกันทำในทุกขั้นตอน รู้เท่ากันหมด ทำให้อุปสรรคผ่านพ้นไปได้โดยง่ายมากขึ้น

หากระบุเฉพาะเจาะคงในเรื่องการบริหารงานด้านบัญชี เป็นที่น่าศึกษาว่ากลุ่มสตรีมีการปรับเปลี่ยนจากแนวคิดดั่งเดิมที่ให้บัญชีและการเงินกุมสภาพคล่องและกำหนดการเคลื่อนไหวของกลุ่มแต่เพียงฝ่ายเดียว ปรับมาเป็นการหมุนเวียนให้สมาชิกทุกคนได้ลองทำงานในตำแหน่งนี้ และตัดระเบยบที่บอกว่าจะต้องกันเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินเดือนให้คนทำบัญชีในทุกๆ เดือน ให้เหลือเพียงการปันผลและให้ค่าแรงสมิชกที่ไปทำหน้าที่ตรงนั้นแทน

ผลที่ได้รับคือสมาชิกทุกคนสามารถนรู้เท่ากันว่า โครงสร้างและการบริหารงานกลุ่มจะดำเนินไปในทิศทางใด การช่วยเหลือกันอย่างที่เคยเป็นมาก็ยังคงอยู่อย่างเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

 

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เลขที่ 86 ซอยสนธิวัฒนา แยก 2 ลาดพร้าว 110 วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-9353560-2 โทรสาร 02-9352721