SDF

ผลกระทบต่อบทบาทผู้หญิงชุมชนประมงรอบทะเลสาบที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม

ชุมชนบ้านบางโหนด ม.1 , ม.2 ต.คูเต่า อ. หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นพื้นที่เป้าหมายอีกพื้นที่หนึ่งที่ได้ศึกษาวิจัย กรณี  จากการศึกษาและเก็บข้อมูลที่ผ่านมา ได้มีการศึกษากับกลุ่มเป้าหมายโดยใช้วิธีการเช่นเดียวกับ 2  พื้นที่คือ การประชุมกลุ่มย่อย การเก็บแบบสอบถาม, สัมภาษณ์ ฯลฯ โดยกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย กลุ่มผู้หญิงที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม/ผู้หญิงที่อยู่ในชุมชน และกลุ่มคนโดยทั่วไปในชุมชน จำนวนกลุ่มละ 50 คน

จากข้อมูลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ชุมชนบ้านบางโหนด ม.1 , ม.2 ต.คูเต่า อ. หาดใหญ่ จ.สงขลา ก็ได้รับผลกระทบต่อบทบาทผู้หญิงตลอดถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
เนื่องจากชุมชนบ้านบางโหนด ม.1, ม.2 เป็นชุมชนดั้งเดิมมีอายุกว่า 100 ปี ที่ตั้งอยู่บริเวณริมทะเลสอบตอนล่าง อาชีพส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงเป็นอาชีหลักมีประชากรทั้งหมด 138 ครัวเรือน เป็นครัวเรือนที่ประกอบอาชีพประมง 85 ครัวเรือน ที่เหลือประกอบอาชีพรับจ้างและค้าขาย มีประชากร ชาย 157 คน หญิง 148 คน จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบันพบว่า  ระบบทุนนิยมที่เข้ามาสู่ชุมชนในขณะนี้มีผบก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของระบบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนมากมาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อทรัพยากรที่เป็นหม้อข้าวของคนเลสาบและมีความสัมพันธ์กับระบบวิถีชีวิตของคนริมเลสาบก็ได้รับผลกระทบและเปลี่ยนแปลงไปด้วยจนตั้งตัวแทบไม่ทัน เช่นเดียวกับบทบาทของสตรีในชุมชนที่เคยอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ช่วยเหลือสามีในการออกทะเลก็มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย คนในชุมชนต่างด้นรนหารายได้มาใช้จ่ายในครอบครัวและให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากยิ่งขี้น มีความเป็นอยู่แบบต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ความสัมพันธ์แบบพี่แบบน้องช่วยเหลือเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยกันของคนในชุมชนก็หมดไปอย่างเห็นได้ชัด จากการศึกษาและการพูดคุยของคนในชุมชนจะพบว่า

ชุมชนบ้านบางโหนดเป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลาตอนล่าง มีการตั้งชุมชนมากกว่า 100 ปี ในอดีต การปกครองของชุมชนแห่งนี้เป็นสองกลุ่มบ้านคือ กลุ่มบ้านที่อยู่ริมทะเลสาบสงขลาและกลุ่มบ้านที่ตั้งอยู่ริมพรุ มีนายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) เป็นแกนนำในการปกครอง รวมถึดูแลสาระทุกข์สุขดิบและเป็นคนไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ด้วยการตั้งถิ่นฐานที่ต่างกัน การประกอบอาชีพ จึงต่างกันกล่าวคือ กลุ่มคนที่อาศัยริมทะเลสาบจะประกอบอาชีพประมง ตัดฟืนขาย ทำกระเบื้อง ส่วนกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ริมพรุจะทำนา หาปลาน้ำจืด จากการพูดคุยพบว่าเกือบทุกครัวเรือนที่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบจะทำกระเบื้องดินเผาเป็นหลัก เพราะมีแหล่งวัตถุดิบซึ่งก็คือดินเหนียวอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งกระเบื้องที่ผลิตได้นอกจากนำไปขายในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว ยังบรรทุกเรือไปขายยังชุมชนที่อยู่ไกลออกไป เช่น ปากรอ ปากพะยูน ระโนด ทั้งนี้ในการทำกระเบื้องขายนั้นคนบางโหนดไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการเอง หากแต่เป็นเพียงลูกจ้างเท่านั้น ด้วยความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ของฐานทรัพยากรดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น ป่าชายเลนริมฝั่งทะเลสาบที่มีพรรณไม้ต่างมากมาย เป็นแหล่งอาศัย พักพิง วางไข่ของสัตว์น้ำวัยอ่อน พื้นที่พรุที่เป็นแหล่งหาปลาน้ำจืด ทำนาดอน ทะเลสาบที่มีสัตว์น้ำมากมาย เช่น ปลากระบอกขี้ตัง ปลาขี้ลิง ปลากระเบน กุ้ง (มีมากจนสามารถงมริมตลิ่งได้) ชาวบ้านที่ออกทะเลหาปลาก็จะเลือกเฉพาะตัวที่มีขนาดใหญ่ ส่วนตัวที่มีขนาดเล็กก็จะปล่อยทิ้งไป สัตว์น้ำที่จับได้ส่วนใหญ่ก็กินในครัวเรือน แจกจ่ายเพื่อนบ้าน แลกเปลี่ยนกับสินค้าที่จำเป็น ที่ผลิตเองไม่ได้  ส่วนที่เหลือก็จะถนอมอาหารเก็บไว้กินในช่วงเวลาที่ออกทะเลไม่ได้  ความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้จึงเป็นแหล่งทำมาหากินและดำเนินชีวิตของคนบางโหนด

สำหรับการคมหาคมนั้น หากเป็นการเดินทางระหว่างหมู่บ้านจะใช้เรือเป็นหลักเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่มีน้ำท่วมขัง แต่ในหน้าแล้งจะสามารถเดินบนคันนาได้ ด้วยเหตุที่การคมนาคมค่อนข้างลำบาก ต้องใช้เวลาในการเดินทางมาก ชาวบ้านจึงไม่ค่อยนิยมจะเดินทางไกลมากนัก เว้นแต่มีความจำเป็น เช่น นำฝืนไปขาย ติดต่อกับหน่วยงานราชการ เมื่อยามเจ็บป่วยก็จะพายามรักษาด้วยสมุนไพรที่มีในพื้นที่ก่อน หากเจ็บหนักจึงจะพายเรือไปหาหมอแผนปัจจุบันในเมืองสงขลาหรือหาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางถึง 5-6 ชั่วโมง ชุมชนบ้านบางโหนดถือเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มี ประเพณีวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่น การทำบุญเดือนห้า อาบน้ำคนแก่ศาลาทวด การชักพระ ซึ่งบางอย่างก็สืบทอดจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ชุมชนบางโหนดก็ยังเป็นชุมชนที่มากไปด้วย ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ว่าการทำเคย (กระปิ) กุ้งส้ม ปลาเค็ม หวาก (น้ำตาลเมา) กระเบื้องดินเผา ยาสมุนไพร ทำประมง (การดูคลื่น กระแสลม กระแสน้ำ ) หมอพื้นบ้าน หมอตำแย และยังมี ความเชื่อในความศักดิ์ของทวดบางลึก พ่อท่านท่าปริง อีกด้วย

ในปัจจุบันชุมชนบ้านบางโหนดมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ผืนนาที่เคยทำได้กลับกลายเป็นนาร้างทั้งนี้เนื่องจากน้ำทะเลหนุนในบางปีทำให้ข้าวตาย แม้มีความพยายามทำนบกั้นน้ำเค็มเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวก็สามารถรับมือไดด้เพียง 2-3 ปี ก็เริ่มมีหนูและแมงเข้ามาทำลายข้าวมากจนทำให้การทำนาต้องมีการลงทุนที่สูง ชาวบ้านจึงเลิกทำนา หันมาซื้อข้าวสารแทน ในส่วนของการทำประมงนั้นจากเดิมที่เคยทำเพื่อยังชีพ  ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นอาชีพหลัก ซึ่งก็ได้มีการพัฒนาเครื่องมือประมงให้มีความทันสมัย ให้สามารถจับสัตว์น้ำได้มาก เช่น เดิมทีเป็นเรือพายอวนทำเงอตาห่างก็เปลี่ยนเป็นเรือที่ใช้เครื่องยนต์ อวนตาถี่ขึ้น ทำไซกุ้ง โพงพาง

แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการทำประมงก็ประสบภาวะวิกฤต ทั้งนี้เนื่องมาจากปัญหาน้ำเสียจากชุมชน โรงงานรอบทะเลสาบสงขลาและบ่อบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครหาดใหญ่ที่ต่างก็ปล่อยน้ำเสียให้ไหลลงสู่ทะเลสาบตอนล่างอันเป็นที่ตั้งของชุมชนบ้านบางโหนด อีกทั้งยังมีปัญหาการทำประมงที่ทำลายล้าง เช่น การใช้ยาเบื่อ การใช้อวนตาถี่ การใช้อาวุธที่ทำให้สัตว์น้ำวัยอ่อนถูกจับขึ้นมาก่อนวัยอันควรซึ่งส่งผลให้จำนวนสัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว สัตว์น้ำที่จับได้ก็มีขนาดเล็กลงนอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนป่าชายเลนที่เคยเป็นแหล่งวางไข่ พักพิงสัตว์น้ำ กรองตะกอน สารพิษ กำลังลม  ให้เป็นนากุ้งและที่อยู่อาศัย เมื่อฐานทรัพยากรที่เป็นแหล่งพึ่งพาทำมาหากินของคนในชุมชนถูกทำลาย คนในชุมชนจึงจำเป็นต้องหาทางออกอื่นเพื่อความอยู่รอด เช่น การทำงานก่อสร้างในเมือง ทำงานรับจ้างทำงานโรงงาน ซึ่งตัวของผู้หญิงเองก็ได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ผู้หญิงในชุมชนบ้านบางโหนดจำนวนไม่น้อยที่ต้องผันชีวิตตัวเองมาทำงานโรงงาน ประกอบกับบริเวณ ใกล้เคียงกับชุมชนบ้านบางโหนดมีโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง ทั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ โรงงานยางพารา โรงงานถุงมือยางสำหรับเวทีกลุ่มย่อยครั้งนี้ผู้หญิงที่มาร่วมพูดคุยด้วยนั้นทำงานโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ โดยทำงานทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมง หยุดวันอาทิตย์หนึ่งวัน ได้ค่าจ้างเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท หากขยันทำนอกเวลาก็จะได้มากกว่านี้ วงจรชีวิตของสาวโรงงานนั้นได้เริ่มต้นด้วยการตื่นแต่เช้า (ไม่ต้องเช้ามากเพราะโรงงานอยู่ไม่ไกล นั่งรถประมาณ 20 นาที) ทำงานบ้าน หุงหาอาหาร แล้วนั่งรถไปทำงาน ตอนเย็นหลังเลิกงานกลับถึงบ้านหุงอาหารเย็น ทางอาหารแล้วก็พักผ่อน วิถีชีวิตหมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ด้วยรายได้ที่ค่อนข้างแน่นอน การเดินทางสะดวกสบายไม่ไกล การทำงานโรงงานจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้หญิงในชุมชน

อย่างไรก็ตามรายได้ที่ได้จากการทำงานเหล่งนี้ก็ต้องนำมาเป็นค่าใช่จ่ายในครัวเรือนทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าขนมลูก ค่าลูกเรียนหนังสือ ค่ากับข้าว (สาวโรงงานจะต้องซื้อกับข้าวทุกวัน เพราะไม่มีเวลาหา ไม่มีเวลาปลูกผักสวนครัว) และค่าใช้จ่ายอีกจิปะถะ นอกจากนี้การทำโรงงานก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากความเมื่อยล้าอันเป็นผลจากการต้องทำงานในอิริยาบถเดียวกันทั้งวัน การต้องเสี่ยงกับสารเคมีที่จะเข้าสู่ร่างกาย และอีกอย่างหนึ่งที่ไม่อาจจะละเลยไปได้นั่นก็คือความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน-คนในชุมชนที่ดูเหนือนจะบางเบาลงเนื่องจากไม่ค่อยมีเวลานั่งพูดคุย ช่วยเหลือเกื้อกูลกันหากเพื่อนบ้านมีงาน หากไม่สนิทกันจริง หรือตรงกับวันหยุดก็จะไม่สามารถมาช่วยงาน ทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถขาดงานได้ ซึ่งผู้หญิงที่ทำงานโรงงานหลายคนได้ให้ความเห็นว่าหากมีทางเลือก เช่น ทะเลสาบมีความอุดมสมบูรณ์ มีอาชีพเสริม พวกเขาก็อยากจะหยุดทำงานโรงงานแล้วหันมาทำงานที่บ้านเพราะจะได้ไม่ต้องดิ้นรนเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เลขที่ 86 ซอยสนธิวัฒนา แยก 2 ลาดพร้าว 110 วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-9353560-2 โทรสาร 02-9352721