SDF

สิทธิในการจับปลา คือความมั่นคงทางอาหารของชุมชน

ชุมชนต้องมีสิทธิกำหนดอนาคตตนเอง เพื่อให้ประมงขนาดเล็กมีสิทธิเท่าเทียมในการจัดทรัพยากรในชุมชนของตนเอง

ที่ผ่านมา ชุมชนประมงพื้นบ้านหรือประมงขนาดเล็กมักจะถูกเอาเปรียบจากนายทุนและกฎกติกาที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากทะเลเสมอ ด้วยเหตุนี้จำเป็นอย่างยิ่งทีจะต้องนำประเด็นเรื่องสิทธิของตนเองมาต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ดังนั้นสิทธิจึงเป็นวิธีการต่อสู้หนทางหนึ่ง และสังคมเองก็ควรคำนึงสิทธิอันชอบธรรมนี้ด้วยเช่นกัน อย่าให้นายทุนเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรของพวกเขา หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่หวังแต่ผลกำไรและทำลายทรัพยากรทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขใดก็ตาม หรือภาครัฐเองจะเป็นพวกหนุนหลังก็ตาม

ระบบสิทธิการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนรวมตามประเพณี ตามระบบคุณค่า ความเชื่อของชุมชน มีลักษณะเป็นสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่เป็นของส่วนรวม ซึ่งจะให้ในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน

ที่ผ่านมา จากการรุกคืบของนายทุนจากการเข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติ มักส่งผลให้เกิดปัญหาในการใช้ร่วมกันของท้องถิ่น การจัดการทรัพยากรในทะเลโดยการอ้างสิทธิครอบครอง จับจองเป็นเจ้าของพื้นที่ทำการประมงในทะเล เช่น สิทธิทำการประมงในอาณาเขต หรือสิทธิหน้าบ้าน(Territorial use rights in fisheries-TURFs) ซึ่งมีลักษณะเป็นสิทธิครอบครอง จะกระทำมิได้โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้คนส่วนใหญ่ถูกปิดกั้นสิทธิที่จะเข้าถึงทรัพยากรซึ่งเป็นของส่วนร่วมแต่เดิม

ทรัพยากรประมงได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักประกันของความมั่นคงทางอาหารของโลก คนทั่วโลกให้ความสนใจ FAO ได้จัดประชุม CCFI ขึ้นและได้มีกรรมการกำหนดยุทธศาสตร์การประมงยั่งยืน ในสี่ประเด็น คือ

    • บทบาทและลักษณะของการประมง
    • การประมงนานาชาติ
    • ลดความยากจน
    • แนวทางอนาคต

คนประมาณหนึ่งพันล้านคนกินสัตว์น้ำเป็นอาหาร เป็นแหล่งโปรตีน กรดไขมัน สารอาหารขนาดเล็กที่มีความสำคัญต่อเด็ก เป็นแหล่งโปรตีนราคาถูกที่สุดสำหรับคนจน เป็นแหล่งรายได้ ซึ่งมีคนกว่า 37 ล้านคนเกี่ยวข้องกับการทำประมง ถ้ารวมส่วนที่เกี่ยวข้องอื่นเข้าไปด้วยจะมีประมาณ 100 ล้านคนทั่วโลก มีคนในชุมชนชาวประมงพื้นบ้านกว่า 250 ล้านคนเกี่ยวข้องกับการประมง การผลิตของชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กจึงนับว่ามีความสำคัญทางการค้า การประมงเป็นกำลังผลิตสำคัญเป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจ ในประเทศกำลังพัฒนาจะพึ่งพาเศรษฐกิจจากการประมงมาก หุ้นส่วนในตลาดการประมงใหญ่มากขึ้นในขณะที่การประมงแบบพื้นบ้านขนาดเล็กมีความสำคัญในฐานะเป็นเกราะป้องกัน เป็นหลักประกันในชุมชนมีอาชีพและสามารถมีชีวิตอยู่

ดังนั้น หน้าที่ของ FAO คือ ทำให้เกราะป้องกันนี้ยังดำรงอยู่ในสังคมโลก ซึ่งเป็นส่วนช่วยสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางสังคมด้วย แต่สังคมชุมชนชาวประมงขนาดเล็กต้องเผชิญกับวิกฤติต่างๆ มาก หลายประเด็น เช่น ได้รับผลกระทบจากการประมงที่ใหญ่กว่า  ทรัพยากรเสื่อมโทรม  ชายฝั่งถูกทำลาย เป็นต้น  ในชุมชนชาวประมงขนาดเล็กเองก็มีความเป็นพลวัต มีการพัฒนาเครื่องมือที่มีความเหมาะสม และปรับเปลี่ยนได้ มีการใช้น้ำแข็งในการรักษาสัตว์น้ำ  มีภูมิปัญญาในการจับสัตว์น้ำและรักษาทรัพยากร  มีการเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเอง  มีกลไกทางวัฒนธรรม-สังคมที่สามารถทำงานร่วมกับรัฐได้

ข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับชาวประมงขนาดเล็ก มีจำนวนมาก ภายใต้องค์การสหประชาชาติ (UN) เช่นในปี 1982, 1992, 1995, 2000, 2001, 2002 เป็นต้น (สนธิสัญญาว่าด้วยสมุทร, COC ปี 1995, ประชากรประมง 1995, เป้าหมายการพัฒนายุคใหม่ 2000, วาระ 21 ปี 1992, ข้อตกลงโจฮันเนสเบิร์ก ปี 2002) ปัญหาที่เกิดขึ้นมาก มาจากการทำประมงเกินขนาดเกินศักยภาพโดยใช้เครื่องมือมาก ขนาดใหญ่ และผิดกฎหมาย รัฐบาลต่างๆร่วมในข้อตกลงแต่ยังปฏิบัติจัดการไม่ได้ เนื่องจากมีนักการเมืองเป็นนักธุรกิจลงทุน จึงมุ่งส่งเสริมมากเกินเพื่อเศรษฐกิจและที่สำคัญอำนาจการจัดการยังรวมศูนย์

เราจึงต้องเริ่มพิจารณา พูดคุยในประเด็นสิทธิชุมชน สิทธิการประมงให้มากขึ้น ก่อนหน้านี้เราเน้นใช้ระบบนิเวศน์ในการจัดการทรัพยากรประมงแบบองค์รวม ยังสำคัญที่ต้องทำต่อไป เพราะยังมีการจัดการแบบแยกส่วนทรัพยากรเช่นเดิม

ควรมีกรรมสิทธิ์ในการทำประมงหรือไม่
การประมงโลกเรามี ๒ แบบใหญ่ๆ ได้แก่ขนาดเล็ก และขนาดอุตสาหกรรม ซึ่งความเป็นเจ้าของเหนือทรัพยากรไม่ชัดเจน จะถูกยืนยันเมื่อปลาถูกจับขึ้นมาแล้ว รัฐบาลจึงเข้ามาร่วมจัดการ ซึ่งการจัดการนั้นต้องการบทบาทที่ชัดเจน (หลัง ๑๙๘๐) และพิสูจน์แล้วว่า รัฐส่วนใหญ่ไม่มีศักยภาพเพียงพอ

ปัญหาที่พบในการประมง คือ กรรมสิทธิ์ไม่ชัดเจน และศักยภาพในการจัดการของรัฐ ข้อเสนอคือ ต้องส่งเสริมการประมงที่ยั่งยืน การประมงต้องทำในฐานสิทธิ และการจัดการต้องมีกรอบความร่วมมือ มีระบบพัฒนาระดับภูมิภาค  ที่ผ่านมาแถบเอเชียใช้วัฒนธรรมตะวันตก(เพราะพึ่งเทคโนโลยีเป็นหลัก) ในการจัดการทรัพยากรประมง คือ ใช้ระบบโควต้า ซึ่งใช้ไม่ได้ ไม่ได้ผล และล้มเหลว

การทำประมงแบบรับผิดชอบ

  • การประมงขนาดเล็กต้องสามารถใช้ได้  ชุมชนจัดการทรัพยากรได้ในข้อเท็จจริงอยู่แล้ว
  • ส่งเสริมการจัดการทรัพยากร แบบ Co-management ซึ่งดำเนินการโดยองค์กรชุมชน
  • กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น
  • ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวประมงขนาดเล็ก ให้ในนามชุมชน สิทธิที่ได้รับไม่ใช่สิทธิเหนือทรัพยากร
  • ผู้ทำการประมงต้องทำแบบรับผิดชอบ
  • รัฐบาลแต่ละประเทศ ต้องลดบทบาทลง ชุมชนดำเนินการมากๆ
  • ถ้าทำได้สำเร็จ จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ คือ สมาชิกชุมชนอาจต้องลดเรือลงเพื่อจัดการปัญหาการประมงเกินศักยภาพทะเล, สมาชิกชุมชนบางคนอาจทำไม่ดี เช่น ใช้เครื่องมือทำลาย ต้องให้สิทธิชุมชนในการขับออก(ไม่ให้สิทธิทำประมง), เมื่อมีการฝ่าฝืนชุมชนต้องมีอำนาจในการลงโทษ, ความเป็นเจ้าของทำให้ชุมชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ว่าคนอื่นทำการประมงถูกหรือไม่

...แต่ทั้งหมดนี้ ต้องจัดการความขัดแย้งให้หมดเสียก่อนจึงจะสร้างความร่วมมือได้ และ ต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจ ก่อน ด้วย...

ชุมชนกำหนดสิทธิตนเอง
การหาอยู่หากินของชาวประมงขนาดเล็ก เป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ชาวประมงขนาดเล็กเข้าร่วมในการจัดการทรัพยากรในตัวเองอยู่แล้ว แต่ฐานทรัพยากรกลับถูกทำลายโดยระบบตลาดที่ใหญ่โต และระบบอุตสาหกรรมการประมง อันเนื่องจาก(การกระตุ้น)ความต้องการบริโภคสัตว์น้ำ ซึ่งมากน้อยต่างๆกันไปทั่วโลก ประเด็นสำคัญคือ สิทธิเหนือทรัพยากรถูกกำหนดโดยคนภายนอก ไม่ใช่คนในชุมชนที่อยู่กับทรัพยากรเอง

“การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ และจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่อย่าเข้าใจผิดว่าการพัฒนาชุมชนประมงคือการที่เราจะสอนเขาให้จับปลาให้เป็น ตรงกันข้ามสิ่งที่ถูกต้องของการพัฒนาชุมชน คือ การคืนสิทธิการจับปลาให้พวกเขา ที่เราช่วงชิงมาจากเขา ภายใต้คำว่ารัฐต่างหาก”

ทิศทางอนาคต       ภาคการประมงต้องการการจัดการระบบใหม่ ชาวประมงพื้นบ้านต้องมีส่วนร่วม มีตัวตน ชาวประมงพื้นบ้านต้องได้ร่วมในเวทีระหว่างประเทศ ต้องสร้างความร่วมมือกับผู้คนทุกระดับ ที่ไม่ใช่ผู้คนที่อยู่ในภาคประมง และสร้างจิตสำนึกให้แก่ผู้กำหนดนโยบาย ในประเด็นชุมชนชายฝั่งภายใต้ หลักสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรประมง ที่ยอมรับกันทั่วไป ได้แก่

๑. การสร้างความตระหนักถึงสิทธิชุมชน  ความรับผิดชอบ(บทบาท)ของสถาบันองค์กรชุมชนที่จะจัดการทรัพยากร
ต้องเป็นกลุ่มองค์กรของชาวประมงที่ตื่นตัว หรือกลุ่มองค์กรของเกษตรกรที่ทำการเกษตร คาดหวังตนเองมากกว่าคาดหวังกับภาครัฐ ปัญหาสำคัญ คือทำอย่างไรให้มีคนรุ่นใหม่ในชุมชน จะสืบสานภารกิจต่อเนื่องในอนาคต

๒. ระบบสิทธิชุมชนในทางสังคม ในการจัดการทรัพยากร

  • สิทธิในการทำการประมง
  • สิทธิในการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง รักษา ดูแลและการทำประมง
  • สิทธิในการใช้พื้นที่หาด ชายฝั่ง ในการจอดเรือ ตกปลา ทำอวน ฯลฯ
  • สิทธิในทางเศรษฐกิจ

๓. ต้องมีองค์ความรู้ ในจัดการทรัพยากร  ซึ่งหมายถึง

  • ความรู้ในระบบนิเวศน์ของทรัพยากร รู้จักฤดูกาล ชนิดสัตว์น้ำ การเติบโต ถิ่นที่อยู่ ลักษณะนิสัย รู้จักเลือกจับ ฯลฯ
  • ความรู้ด้านความเชื่อ เชื่อว่าทะเลเป็นของทุกคน ทุกคนจับปลาได้ตราบใดที่เคารพกติกาของชุมชน

                ซึ่งตัวองค์ความรู้ทั้งสองแบบนี้ จะทำหน้าที่ในการจัดการแยกแยะสิทธิได้เป็นอย่างดี ซ้ำยังทำหน้าที่คัดสรรบุคคลที่จะทำการประมงเป็นชาวประมงโดยตัวมันเองด้วย

๔. ขอบเขตของสิทธิ

  • ขอบเขตของสิทธิชุมชน ต้องไม่มีการจำกัดพื้นที่ ว่าได้เท่าไร อย่างไร
  • ขอบเขตในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่นั้น ต้องกำหนดพื้นที่จากฐานของระบบนิเวศน์ทรัพยากร

จากนี้ หลักเกณฑ์สำคัญทางสังคมที่ไม่ควรมองข้ามและจำเป็นจะต้องกำหนดสิทธิอันถูกต้องนี้ ให้ปรากฏชัดเจนต่อชุมชน ให้พวกเขารับรู้ถึงสิทธิที่พึ่งมีของชุมชน เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในการจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่งที่ยังเกิดขึ้นอยู่ และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการปกป้องทรัพยากรทางธรรมชาติในท้องถิ่นตนเองให้เกิดความยั่งยืน

 

 

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เลขที่ 86 ซอยสนธิวัฒนา แยก 2 ลาดพร้าว 110 วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02-9353560-2 โทรสาร 02-9352721