สิทธิชุมชน สิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิและศักดิศรีของความเป็นมนุษย์
ในปัจจุบันนี้ กลุ่มชนต่างๆ ในสังคมไทย ต่างออกมาเรียกร้องสิทธิกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องสิทธิในที่ดิน ในป่า ในแม่น้ำ หรือสิทธิในการทำประมงชายฝั่ง จึงเกิดมีคำถามตามขึ้นมาเสมอ ๆ ว่า ทำไมชาวบ้านถึงคิดว่า พวกเขามีสิทธิในทรัพยากรเหล่านั้นร่วมกัน ในขณะที่คนอีกบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนในภาคราชการ หรือกลุ่มคนในเมือง ที่อยู่นอกสังคมชนบท กลับคิดว่าชาวบ้านไม่มีสิทธิ อย่างเช่นในกรณีของสิทธิที่ชาวบ้านออกมาเรียกร้องค่าชดเชยจากการสูญเสียอาชีพประมงในแม่น้ำมูล ซึ่งเกิดจากการสร้างเขื่อนปากมูล เพราะเข้าใจว่าแม่น้ำเป็นทรัพยากรสาธารณะและไม่ใช่เป็นทรัพยากรของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือ การที่ชาวบ้านลุกขึ้นปกป้องสิทธิของตนด้วยการคัดค้านการสร้างเขื่อน การสร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน หรือการสร้างท่อก๊าซ ก็ตาม
ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การเติบโตของเมืองและอุตสาหกรรมได้ผลักภาระต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ชนบทรับเคราะห์ เช่น ชาวเขาต้องถูกย้ายจากป่าเพื่อหลีกทางให้กับรัฐและทุน มลพิษอุตสาหกรรมทำลายสิ่งแวดล้อมชนบท รัฐประกาศเขตอุทยานทับที่อยู่อาศัยของประชาชน สิ่งก่อสร้างตามแนวชายฝั่งที่ส่งผลทบต่อระบบนิเวศน์ชายฝั่ง หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาคใต้ของประเทศไทย ฯลฯ
ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีของสหประชาชาติและได้รับรองสิทธิพลเมือง ตามหลักการสากล โดยในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี พ.ศ. 2540 ให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในการจัดการทรัพยากร ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 กล่าวว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นของสาธารณะ โดยรัฐธรรมนูญให้การรับรองสิทธิพลเมือง ในฐานะประชาชนโดยไม่มีการแบ่งแยกเพศ อายุ เชื้อชาติ ศาสนา
เพื่อให้การทำความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนได้ชัดเจน น่าจะได้ลองสืบค้น นิยามหรือความหมายที่เกี่ยวกับสิทธิชุมชนจากนักวิชาการและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจนต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชนของตนเอง
“สิทธิ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานแปลว่า “อำนาจอันชอบธรรม” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2525)
“สิทธิมนุษยชน” ก็คือสิทธิในฐานะที่เขาเกิดมาเป็นมนุษย์ “สิทธิพลเมือง” ก็คือสิทธิในฐานะที่เป็น พลเมืองของประเทศ ดังนี้ “สิทธิชุมชน” จึงเป็นสิทธิของชุมชน เป็นอำนาจอันชอบธรรมที่ชุมชนพึงมีพึงได้อย่างถูกต้องชอบธรรม ผู้อื่นต้องยอมรับ จะละเมิดหรือริดรอนมิได้ (วีระ สมบูรณ์, 2545)
“สิทธิชุมชน” เป็นอุดมการณ์ที่แนบแน่นกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนมาอย่างยาวนาน (ชลธิรา สัตยาวัฒนา,2546) จากการใช้ชีวิตร่วมกันของชาวชุมชนที่ต้องพึ่งพาอาศัย ร่วมทุกข์ร่วมสุข เกิดความเอื้ออาทรและผูกพัน ความขัดแย้งแตกแยกที่เกิดขึ้นจะผลักดันให้มีการคิดค้นหาวิธีการจัดการภายในให้ลุล่วงไป ความเป็นไปของชุมชนในลักษณะดังกล่าว พัฒนาให้เกิด “กฎเกณฑ์” ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรแต่เป็นข้อบัญญัติอันศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวชุมชนยึดถือร่วมกัน แฝงอยู่ในวิถีชีวิตชุมชน เกิดการผลิตซ้ำ เกิดการพัฒนาเป็นแบบแผนที่แข็งแรง ข้อบัญญัติดังกล่าวของชุมชน เป็นข้อบัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ “ขอบเขตอำนาจ” ที่สมาชิกแต่ละคนแต่ละฐานะพึงมี พึงได้รับท่ามกลางการดำเนินชีวิตด้วยกัน อำนาจนั้นเป็นอำนาจที่ทุกคนยอมรับภายใต้ “คุณค่า ที่ยึดถือร่วมกัน” เป็นอำนาจที่มีความชอบธรรม ก็คือ “ระบบสิทธิ” ของชุมชนนั่นเอง
เสน่ห์ จามริก ให้ความหมายของ “สิทธิชุมชน คือ การให้ชุมชนชาวบ้านมีสิทธิในการเลือกอนาคตของตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระโดยตัวเองในสถานการณ์ปัจจุบัน ชาวบ้านจำเป็นจะต้องเรียนรู้ชุมชนที่เขาอยู่ ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาเหล่านี้เป็นสิ่งที่โลกกำลังจ้องอยู่ หนึ่ง เขาต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อมสิ่งที่เขามีอยู่กับความต้องการ ความคาดหวังจากโลกภายนอกเท่าทันที่จะปกป้องสิทธิของเขา ในขณะเดียวกัน ก็ใช้สิทธิที่จะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเขาสามารถทำประโยชน์ให้กับโลกได้ อย่างน้อยที่สุดปกปักรักษาทรัพยากรของโลก สอง อาจจะบอกว่าเขาก็สนใจอยากจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมที่จะทำวิจัย สาม อาจจะบอกว่า เขายินดีที่จะร่วมมือทำอะไรต่อมิอะไรที่จะใช้ทรัพยากรเหล่านี้อย่างเป็นประโยชน์ยั่งยืน ในเวลานี้เราต่อสู้เรื่องสิทธิชุมชนแค่เรื่องสิทธิทำกินว่าต้องให้อยู่ตรงนี้ ถ้าเป็นแค่นี้ไม่พอ มีอะไรหลายอย่างที่เราต้องคิด วิจัย ศึกษา”
ยศ สันตสมบัติ บอกว่า “สิทธิชุมชน หมายถึง สิทธิร่วม เหนือทรัพย์สินของชุมชน สมาชิกของชุมชนซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาป่าเท่านั้น จึงจะมีสิทธิใช้และได้ประโยชน์จากป่า โดยนัยนี้ สิทธิชุมชนให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ดังนั้น แม้ว่าโดยทฤษฎีแล้วสมาชิกของชุมชนทั้งหมดจะมี สิทธิตามธรรมชาติ ในการใช้ทรัพยากรรวม แต่ชุมชนก็สามารถใช้อำนาจออกกฎเกณฑ์โดยคำนึงถึง ความเป็นธรรมในสังคม เป็นสำคัญตัวอย่างเช่น ชุมชนหลายแหล่งมีกฎเกณฑ์อนุญาตให้แต่ละเฉพาะครัวเรือนที่แต่งงานใหม่และยากจนเท่านั้นจึงจะมีสิทธิตัดไม้เพื่อใช้ส่วนตัว ในขณะที่ครัวเรือนที่มีฐานะดีจะไม่ได้สิทธิอันนั้น”
แนวคิดของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล “ผู้ยากไร้ทั้งหลายไม่ได้ต้องการดำรงตำแหน่งสาธารณะ ไม่ได้ต้องการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาชิงอำนาจในรัฐสภา หากต้องการสิทธิในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิในการพิทักษ์รักษาวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสิทธอื่นๆ อันเกี่ยวข้องกับการมีชีวิตอยู่โดยไม่ถูกรุกล้ำล่วงเกิน เกี่ยวข้องกับความสามารถในการพึ่งตนเองของชุมชนของตน
เลิศชาย ศิริชัย บอกว่า “การไม่รับรองสิทธิชุมชนดังกล่าวของรัฐ ไม่เพียงทำให้ชุมชนเดือดร้อนในแง่ของแหล่งทำกินและแหล่งที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำลายสิ่งสำคัญที่รัฐไม่เคยนึกถึง คือ วิญญาณของชุมชน ที่ผนึกชุมชนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันปรากฏให้เห็นชัดเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน เพราะเมื่อชุมชนไม่สามารถใช้อำนาจของตัวเองจัดการดูแลเรื่องทรัพยากรให้เป็นฐานในการเลี้ยงชีวิตของคนในชุมชนได้อย่างเพียงพอ ชุมชนก็คลอนแคลน ระบบความคิดความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาเริ่มถูกฝ่าฝืนหรือท้าทายเพื่อการดิ้นรนให้มีชีวิตรอด กรณีการไล่ที่หรือยึดที่ของชุมชนก็ยิ่งชัดเจนมาก เป็นการไล่คนออกมาจากวิญญาณของชุมชน แตกกระจัดพลัดพรายไปอยู่ในที่คนไม่ได้ผูกพันกับวิญญาณของบรรพชนและประวัติศาสตร์ของชุมชน”
โครงการวิจัย “สิทธิชุมชนท้องถิ่น จากจารีตประเพณีสู่สถานการณ์ปัจจุบัน : การศึกษาเพื่อแสวงหาแนวทางนโยบายสิทธิชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย” ค้นพบว่า “สิทธิ” เป็นสิ่งที่มนุษย์ได้มาด้วยการต่อสู้กับธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน “สิทธิ” จึงเกิดมีขึ้นได้ด้วยการเคลื่อนไหวทางสังคม ด้วยการต่อกรกับสถาบัน และด้วยการเรียกร้องต่อสู้กับอำนาจรัฐ “สิทธิชุมชน” ไม่อาจมีขึ้นได้ ถ้าไม่มีผู้คนและชุมชนที่ตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของชุมชน”
นอกจากนี้ความลึกซึ้งแนบแน่นในอุดมการณ์สิทธิชุมชนเกิดขึ้นได้จากการที่ชุมชนมีความเข้าใจและหวงแหนฐานทรัพยากรอันเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจของชุมชน ที่สอดคล้องกับวิถีครรลองชีวิตของชุมชน โดยนัยดังกล่าว รัฐและกลไกรัฐ จะไม่สามารถค้นพบประเด็น “สิทธิชุมชน” และไม่อาจเข้าใจซาบซึ้งในความละเอียดอ่อนของ “อุดมการณ์สิทธิชุมชน” ในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ได้เลย ถ้ารัฐไม่เข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของชุมชนที่ตนเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบ
ดังนั้นโดยนัยเดียวกัน ความคิดเรื่อง “สิทธิ” “สิทธิมนุษยชน” และ “สิทธิชุมชน” ของแต่ละกลุ่มชน กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งที่สามารถ “สืบสาน” (reconstruct) จากชุมชนนั้นเอง โดยอาจวิเคราะห์จากระบบความเชื่อ ศาสนา จารีต ประเพณี พิธีกรรม ภาษา วรรณกรรมลายลักษณ์ วรรณกรรมมุขปาฐะ เพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ลายผ้า ฯลฯ รวมไปถึงวิถีชีวิตประจำวัน และวงจรชีวิตนับแต่แรกปฏิสนธิจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
สิทธิชุมชนไม่ใช่สิทธิครอบครองเป็นเจ้าของอย่างเบ็ดเสร็จเหมือนสิทธิปัจเจกและสิทธิรัฐที่เจ้าของใช้สิทธิ์ตนเองกีดกันการเกี่ยวข้องจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง เห็นได้จากกิจกรรมการจัดการป่าชุมชน กลุ่มออมทรัพย์ เศรษฐกิจชุมชน หรือการฟื้นฟูอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องการการสนับสนุนจากเครือข่ายท้องถิ่น ประชาสังคม และรัฐ อย่างไรก็ดี ชุมชนก็ได้สร้างเงื่อนไข กติกา ที่มีการควบคุมการใช้จากภายนอก ป้องกันการละเมิดสิทธิชุมชน ซึ่งกล่าวได้ว่า สิทธิชุมชนให้ความสำคัญกับผู้ที่อยู่กินดูแลทรัพยากรเพื่อความอยู่รอดของชุมชนเป็นอันดับแรก คนภายนอกจะมาอ้างสิทธิเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชนเมือง มาอยู่เหนือการมีชีวิตรอดของชุมชนไม่ได้ ระดับของการมีส่วนร่วมจึงลดหลั่นกันไปตามความจำเป็นพื้นฐานของชีวิตและสังคม
ชุมชนหมู่บ้านอยู่กับฐานทรัพยากรธรรมชาติ โดยจัดความสัมพันธ์ในลักษณะที่ถือได้ว่าเป็น “สิทธิชุมชน” ที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กันขององค์ประกอบด้านภูมิปัญญาในการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนรวมไปถึงองค์ประกอบด้านอำนาจของชุมชนในการจัดการดูแลเรื่องการใช้ทรัพยากรดังกล่าว
ในด้านอำนาจของชุมชน พบว่า ชุมชนสามารถจัดระเบียบความสัมพันธ์ในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ ประการแรก ให้ความสำคัญกับ “สิทธิของผู้มาก่อน” ประการที่สอง ให้ความสำคัญกับการครอบครองเพื่อการใช้ประโยชน์ ประการที่สาม ให้ความสำคัญกับการครอบครองทรัพยากรในจำนวนจำกัดเฉพาะที่ใช้ประโยชน์ ประการที่สี่ ให้ความสำคัญกับสิทธิ โดยไม่สร้างความเดือดร้อน หรือละเมิดสิทธิผู้อื่น ทั้งนี้หลักสิทธิดังกล่าวมีความสลับซับซ้อนหรือมีความยืดหยุ่น เช่น สิทธิบางอย่างผู้ใช้ประโยชน์จะใช้ได้เพียงระยะสั้น ๆ ในขณะที่สิทธิบางอย่างผู้ใช้ประโยชน์สามารถครอบครองได้นานและค่อนข้างถาวรและสามารถสืบต่อสิทธิโดยลูกหลานได้ สิทธิบางอย่างคนอื่นสามารถร่วมใช้ได้ เป็นต้น
จากงานการศึกษาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าประเด็น “สิทธิ” และ “สิทธิชุมชน” ในการจัดการทรัพยากรนั้นได้เคลื่อนไหวมากขึ้นในสังคมไทย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีแต่สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปและอย่างต่อเนื่อง คือ การส่งเสริมให้เกิด “สิทธิชุมชนอย่างแท้จริง” และการขยายวงกว้างออกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งประเทศ
ในที่นี้จะยกตัวอย่างหนึ่งในองค์กรชุมชนประมงพื้นบ้านที่เข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างดี องค์กรชุมชนบ้านน้ำราบ อ. จ.ตรัง
ภาคใต้เป็นท้องถิ่นที่มีทรัพยากรหลายอย่างที่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการก่อเกิด การดำรงอยู่และการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ทั้งฐานทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นทะเล ภูเขา ป่า ที่ราบลุ่มแม่น้ำ เป็นเหตุให้เกิดชุมชนมากมายโดยอาศัยความสมบูรณ์ของฐานทรัพยากรเหล่านี้
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนชุมชนเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องสูญเสียทรัพยากรที่เป็นสมบัติของชุมชนไปมากมาย ทั้งการที่นายทุนเข้ามาทำนากุ้งในหมู่บ้าน การสัมปทานป่าชายเลนเพื่อเผาถ่าน การทำประมงอวนลาก อวนรุน วางยาเบื่อ ระเบิดปลา ใครเข้าถึงหรือครอบครองสิ่งเหล่านี้ก่อนก็สามารถกอบโกยได้ก่อน โดยเฉพาะอวนรุนเครื่องมือประมงที่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำซึ่งชาวประมงทุกคนในชุมชนสามารถที่จะเข้าถึงได้ และชาวบ้านในบ้านน้ำราบนึกไม่ถึงว่ามันจะมีผลกระทบมากมายขนาดนี้ เวลาผ่านไปไม่นานทรัพยากรที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษก็เริ่มลดน้อยลงจนแทบหาไม่ได้ ชาวประมงบางคนที่มีที่ดินมีสวนยางก็หันหน้าไปทำสวนยางพารา คนที่ไม่มีที่ดินก็ต้องทนหากินในคลองที่เหลือแต่น้ำเปล่าที่มีรสเค็มนี้ รายได้แต่ละวันก็เพียงเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดไปวันวันไปเท่านั้น แนวคิดในการสร้างจิตสำนึกชุมชนในการร่วมกันจัดการทรัพยากรโดยชุมชนจึงเริ่มขึ้น ด้วยตระหนักว่า “สิทธิไม่ใช่การกอบโกยและสิทธิชุมชนก็ไม่ได้เป็นของปัจเจกนั่นเอง”
การปกป้องคลองบ้านน้ำราบเริ่มจากการที่แกนนำเห็นว่าท่าจะไม่ดี ด้วยเห็นแล้วว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงจะหากินกันต่อไปไม่ได้ นี่เพียงเวลา 2-3 ปี ทรัพยากรลำคลองที่สมบูรณ์สั่งสมมาตั้งแต่เริ่มสร้างโลกถึงกับเหลือเพียงน้ำกับโคลน ไม่เพียงคนในรุ่นเราที่จะยากลำบาก ลูกหลานที่จะเติบโตมาจะทำมาหากินที่ไหน จึงมีการระดมคนที่มีความคิดเห็นคล้ายๆ กัน มานั่งปรึกษาหารือ “เราทำกันทุกวิถีทางเพื่อให้คนในชุมชนเห็นปัญหาและพิษภัยของการใช้เครื่องมือประมงชนิดนี้และหันมาเป็นแนวร่วมในการปกป้องทะเล ตอนแรกเรามีกันเพียง 2-3 คน แต่เมื่อเราสามารถทำให้คนในชุมชนเข้าใจได้พลังเงียบที่มีในชุมชนจึงลุกขึ้นสู้ ซึ่งมีมากมาย” คำบอกเล่าของแกนนำคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันเป็นชุดเฉพาะกิจทางทะเล บ้านน้ำราบ
นอกจากนี้ยังมีการหนุนเสริมจากชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง ในการร่วมกันต่อสู้กับอวนรุน มีการประสานงานกับหน่วยงานระดับจังหวัดทั้งในส่วนของ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่อมายังขยายผลสู่ความร่วมมือในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูสำนึกชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งแต่ การปลูกป่าชายเลน การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การจัดเวทีเสวนาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากร เชิญทั้งคนในชุมชนและคนนอกชุมชนมาให้การเรียนรู้ รวมถึงการร่วมแลกเปลี่ยนกับคนในชุมชน จนกระทั่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากคนในชุมชน และยังมีการขยายผลความร่วมมือในการรักษา ฟื้นฟูทรัพยากร รวมถึงปกป้องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้วยตนเองออกสู่หมู่บ้านอื่นๆ เช่น แนวเขตทะเล ๔ บ้าน เขตพื้นที่อ่างสิเกาและยังมีกิจกรรมชุมชนในการปกป้องสิทธิชุมชนในลักษณะคล้ายคลึงกันในพื้นที่อื่นๆ อีกเช่น อ่าวพังงา อ่าวระนอง เป็นต้น
|