สิทธิในการพัฒนา : สิทธิของทุกคน
การพัฒนาประเทศของประเทศไทยในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504 พบว่ารัฐให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยอาศัยทรัพยากรธรรมชาติในชนบทเป็นฐานในการขยายการเติบโตและสร้างความมั่งคั่งให้แก่ภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาที่เสียสมดุลเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดการจำกัดหรือลิดรอนสิทธิของคนกลุ่มใหญ่ในของประเทศ คือ เกษตรกร ชาวประมงพื้นบ้าน และกลุ่มคนชายขอบอื่นๆ ลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า “สิทธิในการพัฒนา” (Right of Development) ของคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังจากรัฐ ผลที่ตามมาคือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยจนเกิดก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมและการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างมากมาย และปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยหากกลับพบเห็นได้ทั่วโลก
สิทธิในการพัฒนาคืออะไร?
สิทธิในการพัฒนา เกิดจากแนวคิดที่ว่า การพัฒนาบ้านเมืองในอดีตนั้นเดิมที่ประชาชนไม่เคยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ จึงทำให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบโดยตรงกับประชาชนมากมาย เช่น การสร้างเขื่อน ทำเหมืองแร่ การสร้างท่อแก๊ส และเรื่องที่อยู่อาศัยที่ทำกิน เนื่องจากการส่งเสริมการพัฒนาของรัฐไม่ได้พิจารณาให้รอบคอบว่า ประชาชนจะเป็นอยู่อย่างไร คุณภาพวิถีชีวิตของชุมชนจะเป็นอย่างไร รัฐไม่ได้มีการสื่อสารทำความเข้าใจ หรือสอบถามความต้องการของประชาชนก่อนในกระบวนการพัฒนา ซึ่งปรากกฎการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ทางองค์การสหประชาชาติ จึงมีการกำหนดปฏิญญาว่าด้วย สิทธิในการพัฒนา ขึ้น ใน ปี พ.ศ. 2529 โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญ คือ
ข้อ 1 กำหนดไว้ว่า สิทธิในการพัฒนา เป็นสิทธิมนุษยชน ประชาชนจึงมีสิทธิโดยชอบที่จะเข้าร่วมและมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง อันทำให้สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานเกิดการบังคับใช้และเกิดผล
ข้อ 2 คนคือศูนย์กลางของการพัฒนา ควรได้รับการส่งเสริม และคุ้มครองระเบียบที่เหมาะสมทางการเมือง และเศรษฐกิจเป็นต้น
ข้อ 3 รัฐทั้งมวล มีความรับผิดชอบขั้นต้นในการสร้างเงื่อนไขแห่งชาติและสากลที่เอื้ออำนวยให้สิทธิในการพัฒนาเกิดสัมฤทธิ์ผล
สำหรับประเด็นรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีการตกลงร่วมกันเด่นชัดขึ้นหลังการประชุมขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nations Conference on Environment and Development หรือ UNCED) ที่กรุง กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ปี ค.ศ.1992 ใน ปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (The Rio Declaration on Environment and Development) ตามหลักการของคำประกาศกรุงริโอ ได้ให้การรับรองแก่สิทธิของประชาชน ว่า ประชาชนควรมีส่วนร่วมทางสิ่งแวดล้อมและมีความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้สตรี เยาวชน และคนพื้นเมืองมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ยั่งยืน
จากข้อมูลดังกล่าวประเทศไทยได้นำมาใช้และบรรจุลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8-9 หากแต่สิ่งที่ปรากฏคือ สิทธิในการพัฒนาของคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการส่งเสริมและความคุ้มครองจากรัฐ แต่รัฐกลับปล่อยให้คนส่วนน้อยที่มีอำนาจอยู่ในมือ กอบโกยทรัพยากรธรรมชาติ ทำลายสิ่งแวดล้อม และเอารัดเอาเปรียบคนเล็กคนน้อยอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กระแสโลกาภิวัตน์ ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกได้นำพาลัทธิบริโภคนิยมและระบบการค้าเสรี ทำให้เกิดการแย่งชิงและทำลายสภาพแวดล้อม ฐานทรัพยากรธรรมชาติ และการละเมิดสิทธิชุมชนอย่างรุนแรง
ทำอย่างไรจึงได้ใช้สิทธิในการพัฒนา?
ท่ามกลางสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศคงถูกลิดรอนสิทธิ ถูกสร้างข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิในการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและการเมือง กลับว่าชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ได้ปฏิบัติการเรียกร้องสิทธิในการพัฒนาของตนกลับคืนมา และสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังเช่นกรณีพื้นที่ทะเลสาบสงขลา ที่ท่ามกลางปัญหาและการช่วยเหลือที่สับสน และไม่ต่อเนื่องของภาครัฐ กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านซึ่งอาศัยทะเลสาบเป็นแหล่งทำกินได้ลุกขึ้นมาพิทักษ์ ฟื้นฟูและปกป้องทะเลสาบด้วยตนเอง ภายใต้การร่วมกลุ่มกันในนามสมาพันธ์ชาวประมงทะเลสาบสงขลา การทำงานของสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านภาคใต้ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทะเลสาบจากระดับชุมชน ให้ชุมชนเข้าใจ ตระหนักในปัญหาที่คืบคลานเข้ามาในพื้นที่ของเขาเอง และให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูมากที่สุดตามกำลังความสามารถของชุมชนเอง ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การจัดทำเขตอนุรักษ์พืชพันธุ์สัตว์น้ำ การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้เน้นการเสริมสร้างความร่วมมือจากหลายฝ่าย แม้ในระยะต้นของการปฏิบัติการจะมีแต่ชาวประมงพื้นบ้านที่เป็นผู้ดำเนินการหลักแต่เห็นผลที่ชัดเจนแม้จะใช้เวลากว่า 15 ปี จึงจะเป็นที่รับรู้กันว่าทะเลสาบฟื้นฟูได้จริงระดับหนึ่ง แต่เมื่อการปฏิบัติการเป็นรูปธรรมและเห็นผลที่ชัดเจน หน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมประมง กรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ได้เข้าร่วมกระบวนการทั้งเอื้ออำนวยด้านเครื่องมือ งบประมาณ รวมทั้งร่วมปฏิบัติการกับชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง
จากรูปธรรมดังกล่าวสะท้อนในหลายแง่มุมเกี่ยวกับการพัฒนาว่า กระบวนการพัฒนาที่ดีจะต้องเกิดขึ้นจาก “จิตสำนึก” ของคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง นั้นคือ จิตสำนึกในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู พิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการตั้งเป้าหมายร่วมกันเพื่อจะได้ไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ในกระบวนการทำงานของชุมชนที่มีจิตสำนึกจริงๆ และถือเป็นบทเรียนที่ดีที่นำไปสู่จุดหมายปลายทางสูงสุดของการพัฒนา
จากรูปธรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาจริง และรัฐได้ทำหน้าที่ของตนในการเอื้ออำนวยให้ชุมชนท้องถิ่นได้ปฏิบัติการ และทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา ดังนั้น “สิทธิในการพัฒนา” จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีการสนับสนุนให้ชุมชนฐานราก คือ เกษตรกร ชาวประมงพื้นบ้าน และกลุ่มคนชายขอบต่างๆ ในสังคมมีจิตสำนึก มีโอกาส และเข้าถึงกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนา รวมทั้งรัฐจะต้องยอมรับกระบวนการพัฒนาที่แตกต่างหลากหลายแต่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน เพราะผลที่เกิดขึ้นนอกจากจะทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งจนสามารถร่วมจัดการระบบเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมืองรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นอย่างดีแล้ว ภาครัฐ หน่วยงานของรัฐ และองค์กรส่วนท้องถิ่นจะได้แบ่งเบาภาระเพราะมีแนวร่วมในการพัฒนาประเทศ และการพัฒนาประเทศจะไม่ได้เกิดจากระบบคิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอีกต่อไป
|