ระดมสมองมองปัญหา แก้วิกฤต"สิ่งแวดล้อม"ไทย!
วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7138 ข่าวสดรายวัน

มาบตาพุด |
วัน สิ่งแวดล้อมโลก หรือ "World Environment Day" ประจำปีนี้เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา
"สหประชาชาติ" กำหนดวาระสำคัญระดับโลกดังกล่าวขึ้นมา ก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชากรทั่วโลกหันมาตระหนักถึงวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวด ล้อม และร่วมกันหาแนวทางในการดูแลแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
ในส่วน ของนักวิชาการไทยที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมนั้น เมื่อหันมาทบทวนถึงสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ต่างเห็นพ้องว่ายังมี "วิกฤตเร่งด่วน" อีกหลายด้านที่รอให้ทุกคนในสังคมไทยหันมาร่วมกันรักษาและเยียวยาด้ามขวานทอง รวมถึงช่วยดูแลโลกใบนี้ให้ดีขึ้นสำหรับอนาคตของลูกหลาน
ศ.ดร.วิสุทธิ์ ใบไม้ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพ ในประเทศไทย หรือโครงการ BRT กล่าวว่า
หากมองในภาพรวม สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในประเทศไทยในขณะนี้ถือว่าอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ทั้งในเรื่อง ดิน น้ำ อากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ
ต้องยอมรับ ว่า การบริหารจัดการของเรายังไม่ดีพอ เมื่อเทียบกับประเทศที่ยังไม่มีทรัพยากรที่สมบูรณ์มากเท่าเรา
"ประเทศ สิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรมาก แต่กลับบริหารจัดการให้มีและทำให้ดีได้ เช่น เขาไม่มีป่า แต่พยายามสร้างเมืองให้เป็นป่า ขณะที่เรามีป่า แต่พยายามเปลี่ยนป่าให้เป็นเมือง หรือสิงคโปร์ไม่มีที่ดินก็พยายามซื้อทรายไปถมสร้างพื้นที่ ส่วนบ้านเรากลับพยายามลักลอบขุดทรายไปขายให้เขา ไม่เว้นแม้แต่กรณีปัญหาล่าสุด การขยายถนนทางขึ้นเขาใหญ่ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เรายังมีวิธีคิดที่ขาดจิตสำนึกในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรที่มากเพียงพอ
"การ ดำเนินงานเพื่อให้การอนุรักษ์เกิดประสิทธิผล ภาครัฐอาจจะต้องหันมาทบทวนและสร้างนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพให้ มีเอกภาพ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงานดังเช่นที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งสร้างนักวิชาการที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายของทรัพยากรมาก มีระบบนิเวศที่ซับซ้อน
"ฉะนั้น ตราบใดที่เรายังไม่รู้จักทรัพยากรของเราดีพอ ก็ยากที่จะบริหารจัดการให้ถูกทิศทาง
"และในส่วนภาคเอกชนควรทำ ธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระ ทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นด้วย เพราะหากวันนี้ไม่ช่วยกันรักษา เชื่อว่าในไม่ช้าสิ่งแวดล้อมจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างแน่นอน" ศ.ดร.วิสุทธิ์กล่าว
ด้าน ศ.ดร.มรกต ตันติเจริญ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชี้ว่า
 |
วิกฤต ด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง "โลกร้อน" ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายๆ ด้าน
โดย เฉพาะปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต คือการ เกษตรและอาหาร
เนื่องจาก อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นกระทั่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เช่น ทำให้ฝนตกล่าช้า เกิดความแห้งแล้ง หรือฝนตกมากจนก่อให้เกิดน้ำท่วม พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ อีกทั้งภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจก่อให้เกิดแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ๆ มากขึ้นด้วย
ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งวิจัยพัฒนา คือ การศึกษาหาพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ที่เจริญเติบโตได้ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปร ปรวน หรือแม้กระทั่งเรื่องของน้ำที่อาจเป็นปัญหาขาดแคลน ในอนาคต ก็ต้องหาวิธีพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดการใช้น้ำมา รองรับ ซึ่งตรงนี้เป็นการมองภาพในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นต้องช่วยกันลดการปลดปล่อย "ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์" ให้ได้มากที่สุด ทั้งในเรื่องการประหยัดใช้พลังงาน การใช้น้ำ
นอก จากนี้ ปัญหาสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่จะตามมาคือในเชิงของการค้า โดยทั้งประเทศคู่ค้าและผู้บริโภคเองอาจต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่ง แวดล้อมมากขึ้น ทำให้ต้องมีการพิจารณาถึงเรื่องวัฏจักรผลิตภัณฑ์ "คาร์บอนฟุต-พรินต์" กับฉลากสีเขียว
ฉะนั้น ประเทศไทยเราจึงควรมีการวิจัยเพื่อหาแนวทางการพัฒนาผลิต ภัณฑ์ที่ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากที่สุด
รศ.ดร.สมโภชน์ ศรีโกสามาตร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่า และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. อธิบายว่า สิ่งแวด ล้อมในขณะนี้น่าเป็นห่วงทั้งระบบ
แต่หากกล่าวถึงในส่วนของ สถานการณ์สัตว์ป่านั้นพบว่า มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์มากขึ้นเกือบทุกชนิด ตัวอย่างเช่น "ชะนี" ในไทยมีชะนีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่ ชะนีมือขาว ชะนีมงกุฎ ชะนีมือดำ และชะนีดำใหญ่
หากย้อนไปเมื่อราว 20-30 ปีก่อน มีเพียงชะนีมงกุฎเท่านั้นที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ แต่ผลศึกษาล่าสุดพบว่าชะนีมือขาวที่เคยพบได้ทั่วไปเริ่มเข้าสู่ภาวะใกล้สูญ พันธุ์แล้ว
หรือกรณีของ "ช้าง" ทุกวันนี้มีภาพข่าวของช้างเยอะมาก ทั้งช้างที่ออกมาทำลายพืชไร่ พืชสวนของเกษตรกร ช้างเร่ร่อนเดินตามท้องถนน หรือข่าวช้างถูกฆ่าเยอะแยะไปหมด จึงอาจทำหลายคนให้เข้าใจว่าประชากรของช้างยังคงมีอยู่มาก ทั้งที่ความจริงแล้วประชากรช้างยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง อีกทั้งยังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหาร ถิ่นที่อยู่อาศัย หรือมีการจับลูกช้างมาขายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
"ทุกวันนี้ สถานการณ์การค้าสัตว์ป่าอาจดูว่าเงียบหายไป แต่ความจริงยังคงมีการลักลอบซื้อขายอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เดิมมีการซื้อขาย ขนย้ายข้ามประเทศ เวลาจับได้จะมีจำนวนมาก เป็นข่าวใหญ่
"ระยะหลังๆ มีการล่าขายเป็นตัวๆ ทำให้มีข่าวน้อยลง แต่หากติดตามศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าหรือมูลนิธิช่วยชีวิตสัตว์ป่าต่างๆ จะพบว่ายังคงมีสัตว์ป่าถูกส่งเข้ารับการรักษาและดูแลอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าการค้าขายสัตว์ป่ายังคงมีอยู่ในประเทศไทย
"หากย้อน ไปในอดีตประเทศไทยมีประวัติที่ดีมากในเรื่องการอนุรักษ์ แต่ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าแม้เราจะมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจำนวนมาก แต่ลึกๆ แล้วการอนุรักษ์ หรือระบบการจัดการเพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่าในประเทศไทยก็ยังคงมีปัญหาอยู่มาก" ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าจาก ม.มหิดล ระบุ
กับคำถามที่ว่า แล้วโลกเรา ณ ปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมขนาดไหน?
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. ตอบว่า
โลก ของเราไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะภาวะโลกร้อนที่สะสมกันมาเนิ่นนานเริ่มส่งผลให้เห็นชัดเจน
ผล ที่เกิดขึ้นจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปอีกไม่ต่ำกว่า 50 หรือ 100 ปี และอาจมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาทิ กรณี ปะการังฟอกขาวที่เกิดขึ้นในทะเลอ่าวไทยและอันดามันขณะนี้เกิดจากปรากฏการณ์ "เอลนิโญ่" ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างรู้ดีว่า การเกิดเอลนิโญ่ในช่วงหลังมานี้มีความสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน ทั้งยังมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น
ที่ผ่านมาในประเทศไทยศึกษา ปะการังมากว่า 60-70 ปีแล้ว พบปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวที่รุนแรงเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้ง คือ ปีพ.ศ.2541 และปีนี้พ.ศ.2553 จะเห็นได้ว่าเมื่อ 30-40 ปีก่อน อาจจะมีปะการังฟอกขาวเกิดขึ้นบ้าง แต่ไม่รุนแรง ทว่าล่าสุดปรากฏการณ์ที่รุนแรงเกิดถี่มากขึ้น
"สิ่งสำคัญตอนนี้ต้อง ช่วยกันพยายามหาทางดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราให้ดีที่สุด ให้ธรรมชาติสู้กับธรรมชาติ มีแต่ธรรมชาติเท่านั้นที่พอจะต่อสู้กับภัยพิบัติจากธรรมชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของป่าไม้ ท้องทะเล ดังจะเห็นว่ามีปรากฏการณ์และภัยพิบัติต่างๆ เข้ามาแทบทุกปี เพราะฉะนั้นทุกคนต้องใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าเดิม
"การ อนุรักษ์ปัจจุบันไม่ใช่แค่คำว่าสงสาร เช่น สงสารปลา สงสารสัตว์ป่า สงสารต้นไม้เท่านั้น เพราะความสำคัญของสิ่งแวดล้อมดำเนินมาถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นทางรอดของพวก เราแล้ว แต่ถึงกระนั้นเราคงไม่สามารถทำให้ทุกคนในประเทศไทยมาช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวด ล้อมได้ บอกได้เพียงว่า ใครหรือชุมชนใดที่ดูแลรักษาธรรมชาติได้มากกว่า คนหรือชุมชนนั้นก็จะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะธรรมชาติให้ประโยชน์ทั้งในเรื่องของอาหาร แหล่งที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่การท่องเที่ยว
"ขึ้นอยู่กับทุกคนแล้วว่าจะหันมาดูแล หม้อข้าวของคุณหรือไม่ และที่สำคัญหากวันนี้เรายังไม่เริ่มดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง วันหน้าอาจไม่เหลืออะไรให้ดูแลก็เป็นได้"
ปิดท้ายด้วยทรรศนะของ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ศรภอ.) และที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช.
ดร.อานนท์ กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มองว่าเร่งด่วนขณะนี้ หนึ่งคือกรณีนิคมอุตสาหกรรม "มาบตาพุด" เพราะเป็นต้นแบบของปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อีกในหลายพื้นที่ของไทย และเป็นตัวอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แสดงให้เห็นว่า เรายังไม่มีระบบการจัดการปัญหาที่จะทำให้รู้จริงๆ ว่าปัญหาคืออะไร และการที่จะนำความรู้จริงๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาจะทำได้อย่างไร
ส่วน ปัญหาที่สอง ได้แก่ "การกัดเซาะชายฝั่ง" ซึ่งยังไม่มีการบูรณาการในเรื่องของความรู้และข้อมูลที่ข้ามสาขากัน และที่สำคัญคือการกระทำหรือการแก้ปัญหาในหลายๆ ครั้งนั้น ไม่ได้ตัดสินใจบนฐานของความรู้
อย่างไรก็ดี ปัญหาที่ยกขึ้นมาทั้งสองกรณีล้วนเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ที่ยังไม่มีระบบการจัดการเพื่อนำไปสู่การแก้ไขได้จริง
"ทุกวันนี้การ รณรงค์แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมีอยู่มากมาย แต่กลับยังไม่เกิดประสิทธิผล เนื่องจากแม้เราจะรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร แต่ผู้ที่มีอำนาจในการออกกฎระเบียบ หรือการจัดสรรงบประมาณที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการปฏิบัติได้จริงนั้นยังไม่ เกิดขึ้น จึงทำได้เพียงต่างคนต่างทำ ใครมีกำลังทำได้แค่ไหนก็ทำแค่นั้น อีกทั้งในเรื่องของโครงสร้างราคาสินค้าก็ยังไม่เอื้อต่อการปฏิบัติ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังมีราคาแพงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น..
"ที่สำคัญ คือการรณรงค์ผิดทาง เพราะการรณรงค์ส่วนใหญ่มักแฝงด้วยการโฆษณา ทำให้คนในสังคมรับรู้เพียงว่ามีปัญหา แต่ไม่ได้เข้าถึงปัญหาที่แท้จริง" ดร.อานนท์สรุป
|